Cart | OHMPIANG

Content Marketing VS Copywriting ในความเหมือนมีความแตกต่าง ในความแตกต่างมีความเหมือน

Content Marketing มันแตกต่างกับ Copywriting ตรงไหน?

อีกหนึ่งคำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุด ซึ่งเอาจริงๆนะ สำหรับผมมันไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากหรอก ทั้งเรื่องเทคนิคการเขียน ทั้งเรื่องของโครงสร้าง และการโปรโมท

Content Marketing ต้องมีหัวข้อที่ดี ที่ทรงพลัง กลุ่มเป้าหมายจะได้สนใจ

Copywriting ก็ต้องมี

Content Marketing ต้องมีประโยคเปิดที่ดีน่าสนใจ

Copywriting ก็ต้องมี

Content Marketing ทำเพื่อต้องการให้กลุ่มเป้าหมายอ่านจนจบ

Copywriting ก็ต้องการ

Copywriting ก็ทำเงินได้

Content Marketing ทำเงินได้

คนทำ Content Marketing ต้องการลูกค้า ต้องการให้มีคนรู้จัก

คนเขียน Copywriting ก็ต้องการ

แล้วมันแตกต่างกันตรงไหนอ่ะ?


ความเห็นของผมนะ… สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ จุดประสงค์ในการเขียนมากกว่า ซึ่งตรงนี้ผมเคยอธิบายคร่าวๆไว้แล้วว่า Copywriting ต่างจาก Content ทั่วๆไปยังไง

(ท่านสามารถตามไปอ่านได้ในบทความ : Copywriting คือ อะไร?)

และเพื่อให้ท่านเห็นภาพชัดระดับ 4K ขึ้นไปอีกเลเวลหนึ่ง เรามาย้อนกลับไปช่วงยุคกลางในสมัยที่ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ยังปักอยู่ในหิน แกนดัลฟ์ยังสอนเมอร์ลิน และการสู้รบของอัศวินยังเป็นที่กล่าวขานกัน

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อหลายวันก่อนผมเปิด Netflix (ศัตรูอันดับ 1 ของความสำเร็จและการนอน) ดู The Dark Knight (หนึ่งในหนังเรื่องโปรดที่ดูกี่ทีก็ระทึก) และทุกครั้งที่เห็น Joker ก็อดคิดถึงและเสียดาย Heath Ledger ไม่ได้ เพราะตามดูทุกเรื่องและชอบเกือบทุกเรื่อง

หนังที่ Heath Ledger เล่นเป็นพระเอกและผมชอบมากที่สุดคือ The Knights Tale ซึ่งเป็นเรื่องราวของอัศวินฝึกหัดที่อัศวินเจ้านายตายกระทันหัน เลยสวมรอยซะเลย จากนั้นก็ฝึกฝน ลงแข่งขันไต่เต้าขึ้นไปเพื่อพิชิตสาวงาม, เงินรางวัล และชื่อเสียง

(ผมกำลังจะเข้าเรื่องละ)

ทีนี้การแข่งขันที่พระเอกเลือกจะลงแข่งและต้องการจะชนะเลิศให้ได้มากที่สุดคือ การประลองยุทธ์บนหลังม้า (Jousting)

Content Marketing VS Copywriting

ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นมีธรรมเนียมสำคัญนั่นคือ การแนะนำให้ผู้ชมได้รู้จักกับอัศวินที่เข้าแข่งขัน โดยตรงนี้แหละคือสีสันอีกอันหนึ่งนอกจากการขี่ม้าเข้าหากันด้วยความเร็วสูง พร้อมหอกยาวเอาไว้ทิ่มแทงคู่ต่อสู้

แน่นอนว่า อัศวิน (ผู้เข้าแข่งขัน) แต่ละฝ่ายไม่ได้เป็นคนแนะนำตัวเอง เพราะถ้าทำแบบนั้นมันคงจะแปลกมาก ลองนึกภาพดูสิ

“ข้าคือ เซอร์รอดริก ณ บางบอน ที่ 5 ลูกของเซอร์โรเบิร์ต ณ บางบอนที่ 4 หลานเขยของลอร์ดราสเบอรี่ ณ บางบอนที่ 3 อัศวินจากทุ่งภาคตะวันออกผู้เก่งกล้าสามารถ…”

มันแปลกๆเนอะ

ดังนั้นการแนะนำผู้เข้าแข่งขันนี้เป็นหน้าที่หลักของข้ารับใช้ของอัศวินซึ่งปกติแล้วจะเน้นไปที่ความทางการเพื่อให้สมเกียรติเจ้านายมากที่สุด เช่น

“ท่านใต้เท้า และท่านนายหญิงที่เคารพ…
ข้าน้อยขอแนะนำอัศวินผู้ทรงเกียรติ ผู้กล้าหาญ เต็มไปด้วยคุณธรรม
ท่านเป็นบุตรชายคนโตของเซอร์โรเบิร์ต ผู้ต่อสู้อย่างกล้าหาญในสงครามเมื่อปี….
เป็นหลานชายคนที่ 13 ของลอร์ดราสเบอรี่ ผู้ครองแคว้น…
เป็นอัศวินผู้ยึดมั่นถือมั่นในเกียรติและศักดิศรีของอัศวินอย่างหาใครเทียบไม่ได้
ขอแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับ เซอร์รอดริก ณ บางบอน ที่ 5 ณ บัดนี้”

สิ้นคำแนะนำก็จะได้ยินเสียงตบมือเปาะแปะตามเรื่องราว

ถามว่ามันโอเคไหม? มันโอเคมาก ครบถ้วน สมเกียรติเจ้านาย

แต่ถามว่าน่าสนใจไหม? คำตอบคือไม่ เพราะคนส่วนใหญ่รอฉาก Action มากกว่าและอะไรที่มันดูซ้ำๆ เดิมๆ ต่อให้ใช้คำพูดใหม่ๆ มันก็เหมือนกันหมดอยู่ดี เพราะคนดูได้ตัดสินไปก่อนหน้าที่จะอ้าปากเรียบร้อยแล้ว

เช่นเดียวกับกีฬาสมัยปัจจุบัน แฟนคลับเป็นอะไรที่สำคัญมากทั้งในแง่ของกำลังและชื่อเสียง ดังนั้นทุกคนต้องการแฟนคลับของตัวเอง แต่ด้วยความยึดติดความเป็นทางการขนาดนั้น ช่วงที่สำคัญที่สุดอย่างแนะนำตัวแทนที่จะเป็นช่วงโกยกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อ

โชคดีที่พระเอกของเราไปช่วยกวีคนหนึ่งที่เล่นพนันจนหมดตัวไม่เหลือแม้แต่เสื้อผ้าติดตัวเอาไว้ตอนต้นเรื่อง และกวีคนนี้ก็ติดตามคอยช่วยเหลือ เจรจา สนับสนุนพระเอกของเรา แถมสอนวิชาจีบสาวด้วย สารพัดประโยชน์มาก

พอมาถึงครั้งแรกที่พระเอกลงแข่ง กวีคนนี้ก็เดินออกไปกลางลานประลองเพื่อแนะนำพระเอกของเราให้คนดูได้รู้จัก และนี่คือสิ่งที่เขาพูด

“ท่านใต้เท้า ท่านนายหญิง รวมไปถึงทุกๆคน ณ ที่แห่งหนนี้ ที่ไม่ได้นั่งอยู่บนเบาะนุ่มๆทุกท่าน!! (ฝูงชนเฮ)

วันนี้ครับ… วันนี้ ทุกคนในที่แห่งนี้เท่าเทียมกัน (ฝูงชนเฮอีกที)

ทุกคนได้รับพรจากพระเจ้ามาเท่าๆกัน และกระผมก็มีความภูมิใจ มีความปลื้มปีติ ไม่สิมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับอัศวินท่านหนึ่ง

อัศวินที่สืบเชื้อสายมาจากอัศวิน

อัศวินผู้ทรงเกียรติที่มีต้นตระกูลยาวไปตั้งแต่ก่อนรัชสมัยของพระเจ้าชาร์เลอมังก์

ครั้งแรกที่ผมได้พบกับอัศวินท่านนี้ เขานั่งคุกเข่าอยู่บนยอดของภูเขาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม กำลังสวดภาวนาวอนขอการอภัยบาปจากพระผู้เป็นเจ้า ต่อความผิดที่เขาได้หลั่งเลือดของพวกซาราเซ็นด้วยคมดาบของเขา

จากนั้น… ที่อิตาลีเขาทำให้ผมต้องทึ่ง เมื่อเขายื่นมือเข้าไปช่วยหญิงงามกำพร้าพ่อที่กำลังจะถูกพ่อเลี้ยงโฉดชาวตุรกีล่วงละเมิดอย่างโหดร้ายทารุณ (ฝูงชนโห่)

ที่ประเทศกรีซ เขาเลือกปิดวาจาอยู่ในถ้ำ และอยู่กับความเงียบเป็นเวลานานนับปี เพียงแค่ต้องการจะเข้าใจ เสียงกระซิบ ให้มันถ่องแท้มากขึ้น

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาของทุกท่านมากไปกว่านี้

ขอแนะนำ บุรุษผู้แสวงหาความสงบอันเป็นนิรันดร์

อัศวินผู้ปกป้องพรหมจรรย์ของสาวอิตาเลียน

นักรบแห่งแสงสว่างประจำตัวองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

หนึ่งเดียวเท่านั้นในใต้หล้า

เซอร์อุลริค วอน ลิคเทนสไตนนนนนนนนนนนน์”

มันคือการแนะนำเหมือนกัน แต่ความแตกต่างของทั้ง 2 การแนะนำนี้อยู่ที่

การแนะนำตัวอัศวินแบบแรก… ทำเพื่อแจ้งให้ทราบ

ส่วนการแนะนำตัวอัศวินแบบที่สอง… ทำเพื่อชนะใจคนดู (กลุ่มเป้าหมาย)

คำถามสำคัญตอนนี้คือ สิ่งที่ท่านเขียนตอนนี้เป็นแบบแรกหรือแบบที่สอง และท่านต้องการปฏิกริยาแบบไหนจากกลุ่มเป้าหมายของท่าน?

อ้อ… ลืมบอกไปว่า สำหรับผมแล้วการแนะนำตัวแบบที่สองคือ Copywriting (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ)

ส่วนเหตุผลว่าทำไมผมถึงคิดว่าเป็นแบบนั้น มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ถึงเรียกว่าเป็น Copywriting? ผมจะมาวิเคราะห์ให้ดูในบทความหน้า

แล้วพบกันครับ

OHMPIANG
เจษ

ปล. แปะฉากการแนะนำที่ว่าให้ (นาทีที่ 0.31)

อ่านต่อ >
Share

Copywriting คือ อะไร? พร้อมตัวอย่าง และแชร์ประสบการณ์เริ่มต้นการเป็น Freelance Copywriter

Copywriting คือ อะไร?


เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผมได้รับคำถามนี้ คำถามยอดฮิตตลอดกาลที่ว่า Copywriting คืออะไร? ทำงานอะไร? ทำอะไรบ้าง? ไม่ก็คิดว่า Copywriting คืองานที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ และการจับของผิดลิขสิทธิ์ หรืองานที่เกี่ยวกับตัว © (อันนั้นมัน Copyright)

มันก็ไม่ผิดอะนะ เพราะตอนแรกเริ่มเลยผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน หลังๆเลยบอกไปว่าเป็นการเขียนโฆษณาเพื่อให้คนเข้าใจง่ายขึ้น หลังๆเริ่มมีคนช่วยนิยามว่า เขียนขาย, เขียนขายของ, เขียนเพื่อขาย ไปจนถึงสร้าง Content เพื่อขายของ สารพัดจะนิยาม ซึ่งมันก็ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นแหละ (มั้ง)

แต่สุดท้ายผมว่ามันเหมาะสมกว่าที่จะใช้คำว่า Copywriting ตามต้นทาง เพราะต่อให้แปลงไปเป็นอะไร เพื่อจุดประสงค์อะไร หรือเพื่อหลบอะไรก็ตาม มันก็กลับมาที่จุดเริ่มต้นอยู่ดีนั่นคือคำว่า Copywriting

และเพื่อเป็นเกียรติให้กับต้นทางของวิชานี้ รวมไปถึง Copywriter ทุกคนที่ทำงานนี้อยู่ ผมว่าถึงเวลาเหมาะสมแล้วที่จเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อตอบคำถาม ข้อสงสัย และความเข้าใจผิดไปในตัว

เรามาเริ่มกันที่… ความหมายของ Copywriting กัน

Copywriting คือวิชาว่าด้วยการเขียนคำโฆษณาที่ใช้ในการโปรโมทสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าคำโฆษณานั้นจะใช้ในเวบไซต์, Social Media, โบรชัวร์, บิลบอร์ด, E-Mail,
แคตตาล็อก, ใบปลิว, แผ่นพับ หรือแม้แต่สคริปต์ที่ใช้ในคลิปวิดีโอ และสปอตวิทยุ

สิ่งที่เขียนออกมาจะมีชื่อเรียกสั้นๆว่า Copy

เมื่อเขียนโฆษณาเสร็จแล้วจะเรียกงานชิ้นนั้นว่า 1 Copy

เมื่อถูกตามงานจะโดนถามว่า “Copy เสร็จยัง?”, “จะส่ง Copy ได้วันไหน?”

Copy มีอยู่ทุกที่ ทุกแห่งหน เหมือนอากาศที่ท่านหายใจ ลืมตาขึ้นมาหยิบมือถือขึ้นมาเปิดอ่านท่านก็เจอ Copy ละ เดินไปหยิบสินค้าขึ้นมาข้างกล่องก็เจอ Copy ละ

มันมีอยู่ทุกที่เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมโฆษณา 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก

Copywriting คือ อะไร

ความแตกต่างระหว่าง Copywriting VS Content ทั่วไป


Copywriting แตกต่างกับ Content ทั่วไปตรงที่ Copywriting มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้อ่าน / ลูกค้า / กลุ่มเป้าหมาย ตัดสินใจลงมือทำอะไรบางอย่างเมื่ออ่านหรือฟังจบ ไม่ว่าจะเป็นติดต่อเข้ามาทางช่องทางที่กำหนด, โอนเงิน หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเจ้าของโฆษณา

ในขณะที่ Content ทั่วไปส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรต่อจากนั้น

นี่คือ เหตุผลว่าทำไม Copywriter ถึงมีฉายาว่า “นักขายบนสิ่งพิมพ์ (Salesman in Print)”

คนแรกที่นิยามคำนี้คือ John E. Kennedy ตำนานนักเขียนโฆษณาชาวแคนาดาที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 100 ปีที่แล้ว

John E. Kennedy อยู่เบื้องหลังโฆษณาเงินล้านจำนวนมาก โฆษณาที่สร้างชื่อให้เขาและ Agency ที่เขาสังกัด คือ โฆษณาขายเครื่องซักผ้า ที่เขียนให้บริษัทขายเครื่องซักผ้าที่กำลังจะล้มละลาย

ภายในสัปดาห์แรก Copy ของเขาที่ลงในหนังสือพิมพ์มีคนตอบรับถึง 1,547 คน (จากที่แต่ก่อนแทบไม่มี ทั้งๆที่ใช้เงินถึง $15,000 ต่อปี)

ภายในเวลา 4 เดือน บริษัทขายเครื่องซักผ้าตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณาเป็น 2 เท่า

ภายในเวลา 6 เดือน บริษัทนี้กลายเป็นผู้ซื้อโฆษณาใหญ่อันดับ 4 ของประเทศ

และภายใน 1 ปี บริษัทนี้เติบโตขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า ถึงขนาดต้องสร้างโรงงานผลิตใหม่เพื่อรองรับออเดอร์ที่หลั่งไหลเข้ามา อันเป็นผลลัพธ์จากแอดโฆษณานั้น

John E. Kennedy เขียนตำราขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ Intensive Copywriting และตำราเล่มนั้นได้กลายเป็นหัวใจของ Agency โฆษณาน้อยใหญ่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ทุกวันนี้สิ่งที่อยู่ในตำราเล่มนั้นยังคงใช้ได้ผล และเป็นหนังสือแนะนำสำหรับใครก็ตามที่สนใจวิชาการเขียน Copywriting แบบเน้นผลลัพธ์จริงๆ

สรุปให้อีกครั้งแบบภาษาบ้านๆ ก่อนไปกันต่อว่า Copywriting คือ อะไร?

Copywriting คือศาสตร์และศิลป์ของการใช้คำพูดเพื่อขายสินค้าหรือบริการของท่านแก่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของท่าน

คำพูดดีๆ ที่ถูกจังหวะและเวลา มีพลังในการโน้มน้าวให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจลงมือทำอะไรบางอย่างที่ท่านต้องการ

การเขียน Copy ดีๆ ไม่ต่างอะไรไปจากการจ้างนักขายเก่งๆคนหนึ่งไปคุยกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดของท่าน แต่ความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงของการใช้นักขายเก่งๆ และการใช้ Copy ดีๆคือ

นักขาย (และทีมนักขาย) สามารถคุยหรือติดต่อกับลูกค้าได้ทีละคนเท่านั้น ในขณะที่ Copy ดีๆ หรือ Copywriter เก่งๆ สามารถติดต่อลูกค้าจำนวนมากได้พร้อมกันผ่านป้ายโฆษณา, Salepage, แอดโฆษณาต่างๆ รวมไปถึงคลิปวิดีโอ สปอตวิทยุ และบทความ

คุณสมบัติสำหรับคนอยากการเขียน Copywriting


อีกหนึ่งคำถามที่พบบ่อยคือ…

การจะเขียน Copywriting ได้ต้อง

  • เขียนเก่ง
  • จบเฉพาะทาง
  • มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative สูง)
  • เรียนสูงๆ
  • ผ่านคอร์สเรียนอลังการ

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องมีอะไรข้างบนเลยแม้แต่น้อย

ถ้าวันนี้ท่านมี

  • Internet
  • Computer / Notebook
  • อ่านออกเขียนได้

พูดง่ายๆ ขอแค่มีปัญญาเขียนจดหมายถึงเพื่อนได้ และมีใจที่อยากจะเรียนรู้ ท่านก็สามารถเรียนเขียน Copy ได้แล้ว

ประเภทของ Copywriting


อันนี้ผมเคยเขียนเอาไว้ในกลุ่ม Copywriting Thailand ที่ผมกับพี่มารุต Copywriter สายตรงจาก David Ogilvy ช่วยกันสร้างขึ้น (ท่านสามารถเข้าไปร่วมกลุ่มได้)

โพสท์นั้นผมสรุป Copywriting ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆด้วยกัน

ประเภทแรกคือ Madison Avenue Copywriting

งานหลักคือ ใช้พลังสร้างสรรค์ในตัวเนรมิตคำพูดขึ้นมาให้คนสนใจ คำพูดสวยงาม

คำพูดที่อ่านหรือฟังแล้วติดหู ติดตา ติดใจ ติดสมอง เป็นผลจากการเขียน Copywriting ประเภทนี้ทั้งสิ้น

Medison Avenue Copywriting เน้นสื่อสารกับคนจำนวนมากเพื่อสร้าง Brand Awareness และตอกย้ำ Brand Value เป็นหลัก

ตัวอย่างคนทำงานด้านนี้คือ Copywriter ที่อยู่ตาม Ad Agency ต่างๆ

Direct response copywriter

ประเภทที่สองคือ Direct Response Copywriting

Copywriting ประเภทนี้จะโฟกัสไปที่การกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายลงมือทำบางอย่าง

โฟกัสไปที่พลังของปัจจุบัน (The Power of Now)

โฟกัสไปที่การโน้มน้าวให้คนอ่านตัดสินใจซื้อทันทีที่อ่าน / เห็น / ได้ยิน สารของเราจบ

Direct Response Copywriting เน้นสื่อสารกับคนจำนวนน้อย เพื่อสร้าง Moment ของการลงมือทำบางอย่าง และสร้างผลลัพธ์อย่างยอดขายเป็นหลัก

Direct Response Copywriter เป็นนักเขียนสายพันธุ์ที่หายาก และไม่ค่อยอยู่ตาม Agency เพราะคุยกับคนไม่ค่อยรู้เรื่อง

Direct Response Copywriter หากินกับค่า Commission เป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ เพื่ออิสรภาพแล้วเราขอไม่รับเงินเดือน แต่ถ้า Copy ที่เขียนให้ขายได้ เราขอค่าคอมนะ

ตัวอย่างของคนที่ทำด้านนี้คือ ผมเอง ซึ่งก็ยังดิ้นรนปากกัดตีนถีบลองผิดลองถูกอยู่เช่นกัน

ถามว่าอะไรดีกว่ากันระหว่าง 2 อันนี้? ก็ต้องของผมดิ 555 (ล้อเล่นนะครับ)

ถ้าชอบความตื่นเต้น อารมณ์คว้าขวาน คว้ากระบอง คว้าธนูออกไปล่าเนื้อมาทำอาหาร ก็ Direct Response Copywriting

แต่ถ้ารักสงบต้องการทำฟาร์มเก็บกินกันนานๆ เพื่อความยั่งยืนก็ Medison Avenue Copywriting

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะประเภทไหน Copywriter เป็นอาชีพที่หากินกับการใช้คำพูด

ประสบการณ์ Copywriting

แชร์ประสบการณ์ : เริ่มต้นเส้นทางเขียน Copywriting


ลืมแนะนำตัวไป ผมชื่อ ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์ เรียกสั้นๆว่า เจษ ได้ครับ

ปัจจุบันผมหาเลี้ยงตัวเองกับครอบครัวด้วยการเป็น Direct Response Copywriter และนักแปลหนังสือ (อังกฤษ – ไทย)

ก่อนหน้าที่จะจับงานเขียนตรงนี้เต็มตัว ผมทำงานช่วยรุ่นพี่ในธุรกิจขายเครื่องจักรทางวิศวกรรม ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย และก่อนหน้านั้นก็เป็น IT Project Manager ตัวเล็กๆอยู่ในบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง

อ่านย่อหน้าข้างบนแล้ว อาจจะคิดว่า อ้าวแน่ล่ะสิ… ก็ขายของเก่งนี่ เป็นถึงผู้จัดการฝ่ายขาย

ก็ไม่เถียงหรอกครับ แต่อยากจะบอกว่า ผมใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะทำยอดแรกให้บริษัทได้ ซึ่งใน 6 เดือนนั้นไม่มีสักวันที่ไม่คิดจะลาออก (อยู่ไปก็อับอายขายขี้หน้า) เพราะไม่ว่าทำอีท่าไหนก็ขายของไม่ได้เสียที จะเทคนิคไหน จะไปอัพบุคลิกภาพยังไง จะเลียนแบบใคร มันก็ไม่ได้ยอดขาย ไม่ได้ผลลัพธ์เลย

จนกระทั่งวันหนึ่ง มันเป็นวันที่ผมหดหู่ที่สุดในสามโลก และนั่งเหี่ยวคอตกอยู่ในคอกของตัวเอง หูของผมไปได้ยินบทสนทนาของพี่ชัยวัฒน์ Sale Director ที่นานน๊านจะคุยกับลูกค้าสักทีนึง

สิ่งที่ผมได้ยินวันนั้นเปลี่ยน Mindset และวิธีการขายของผมไปตลอดกาล ซึ่งไม่ว่าผมจะเล่าให้ใครฟัง ผมก็จะบอกว่า ชีวิตการขายของผมเริ่มต้นจากตรงนั้น

ถ้าจะให้สรุปสิ่งที่ผมได้รับจากการแอบฟังวันนั้น ผมสรุปได้ในประโยคเดียวว่า

พี่ชัยวัฒน์คุยกับลูกค้า ไม่เหมือนคุยกับลูกค้าแม้แต่น้อย

เล่าเรื่องยาวให้สั้นเข้า… ผมทำตามทันที และหลังจากนั้นไม่ถึง 2 อาทิตย์ ผมก็ได้ PO (Purchasing Order) ใบแรกในชีวิต และ PO ใบนั้นช่วยให้ผมรอดพ้นจากการโดนไล่ออกอย่างอนาถ

แล้วมันเกี่ยวกับ Copywriting ยังไงใช่ไหม?


เกี่ยวอย่างมากครับ เพราะเรียนตามตรงผมรู้จักกับคำว่า Copywriting มาพักใหญ่ๆแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เข้าใจสักทีว่ามันคืออะไร (Google ดูก็เห็นเงินเดือนอยู่ 12,000 – 15,000 บาท ยิ่งทำให้ไม่อยากสนใจเข้าไปอีก)

แต่พอได้ฟังบทสนทนาของพี่ชัยวัฒน์วันนั้น มันราวกับประตูเปิดออก และเข้าใจทุกอย่างได้เลย เพราะไม่เพียงแต่ผมจะเปลี่ยน Mindset เรื่องการขาย แต่ผมได้เรียนรู้เรื่อง

การใช้คำพูด

ซึ่งมันตรงกับ Concept ของ Copywriting ที่เน้นเรื่องการใช้คำพูดเป็นหลัก

นับตั้งแต่วันนั้น ผมเริ่มจริงจังกับวิชา Copywriting มากขึ้น พยายามเรียนรู้ด้วยการอ่านบทความ และเปิด Youtube ดู จนในที่สุดผมก็เริ่มทำยอดขายให้กับบริษัทของรุ่นพี่ได้จากการใช้ Copywriting และสามารถจับอาชีพนี้หาเลี้ยงตัวเองได้ในหลายปีหลังจากนั้น

ถ้าให้ผมสรุป แก่นแท้ในการเขียน Copywriting ในประโยคเดียว ผมจะสรุปว่า

มันคือการเลือกใช้คำพูดให้ถูกที่ ถูกทาง ถูกจังหวะ ถูกโอกาส และถูกคน

เพราะคำพูดแต่ละคำมีพลัง คำแต่ละคำเปรียบเสมือนเครื่องมือ และวิชา Copywriting คือการเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือเหล่านั้นให้เป็น

freelance copywriter

งานแรกในฐานะ Freelance Copywriter เต็มเวลา


ความจริงผมไม่ได้เต็มใจจะออกมาเป็น ฟรีแลนซ์เต็มเวลา นะ เพราะแผนของผมคือ ผมจะทำควบคู่ไปกับงานประจำและธุรกิจเล็กๆที่เริ่มต้น จะออกทำไมอะ งานประจำรายได้ดี และงานฟรีแลนซ์รับจ้างเขียน Copywriting กับงานแปล ก็มาเรื่อยๆ

แต่ก็นะ… เราเลือกไม่ได้ว่าชีวิตจะพาเราไปทางไหน สุดท้ายผมโดนเหตุการณ์ต่างๆบีบให้ต้องออกมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มเวลา งานประจำที่เคยมีและธุรกิจเล็กๆที่เริ่มต้นก็หายวับไปแบบงงๆ ด้วยการตัดสินใจผิดพลาดหลายประการ

งานแรกในฐานะ Freelance Copywriter เต็มเวลาได้มาเพราะวิชาการขายที่สั่งสมมา บวกกับวิชาการเขียน Copywriting

มันเป็นงานเขียน Copy เพื่อโปรโมทงานสัมมนาเล็กๆ งานหนึ่งที่จะจัดขึ้นในอีก 3 อาทิตย์หลังจากนั้น และผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่ค่อยดีทั้งๆที่ทุ่มเงินค่าแอดโฆษณาไปเกือบหมดงบแล้ว

ผมเข้าไปจังหวะที่เขาอารมณ์ประมาณว่า ได้เท่าไหนก็เท่านั้น ขาดทุนก็คงต้องยอม และกำลังหมดไฟกับงานสายนี้

ผมรับงานมา แล้วขอใช้งบที่เหลือ เพราะไหนๆก็ไหนๆแล้ว แถมไม่ขอรับค่าจ้างด้วย ขอแค่ถ้ามันสำเร็จได้ตามเป้าจะให้เท่าไหร่ก็ให้ และแนะนำลูกค้าต่อให้ด้วย

เขาตอบตกลง และภายใน 1 อาทิตย์หลังจากนั้น สัมมนาของเขาก็มีคนเข้าจนเต็ม โดยที่ใช้เงินค่าแอดโฆษณาไปเพียง 2,000 บาทเท่านั้น

งานนั้นผมไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าปรับ หัวข้อโฆษณา (Headline) ของเขาใหม่ และปรับตัว Copy เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเขาเตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมมาก ขาดแค่หัวข้อดีๆ และคำพูดดีๆใน Copy

หัวข้อที่ผมเขียนให้เขาคือ


สงกรานต์ปีหน้า… จะไปเที่ยวแล้วกลับมาถังแตกแบบเดิม
หรือจะกลับมาแบบคนรวยรุ่นใหม่ที่มีทั้งเงินและอิสรภาพ


มันก็ไม่ได้เทพอะไรอะนะ และถ้าใช้ตอนนี้ก็คงไม่ได้ผลแล้ว เพราะพบเห็นได้เต็มไปหมดตามธุรกิจสัมมนา แต่ ณ ขณะนั้น มันได้ผล และได้ผลดีด้วย

สุดท้ายผมได้ค่าขนมมานิดหน่อย และลูกค้าคนนี้ก็บอกต่อเพื่อนของเขามาให้

ที่เหลือก็เป็นเรื่องของอดีตกาลนานมาแล้ว

เริ่มต้นเขียน Copywriting อย่างปลอดภัย ไร้กังวล


ผมยอมรับว่าผมมีคอร์สออนไลน์ซุกเอาไว้ในกระเป๋าสี่มิติ แต่ผมยังไม่แนะนำ…

อันที่จริงถ้าท่านยังใหม่มากๆ ผมไม่แนะนำให้เรียนคอร์สไหนเลยด้วยซ้ำ (ไม่ว่าจะเกี่ยวกับ Copywriting หรือแนวเขียนขาย) เพราะมีโอกาสสูงที่ท่านจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากแรงฮึด

อีกอย่าง ผมเองก็ไม่ได้เริ่มจากการสมัครเรียนคอร์ส ผมเลยคิดว่ามันคงจะแปลกถ้าไปแนะนำในสิ่งที่ผมเองก็ไม่ได้ทำ

จุดเริ่มต้นการเรียนรู้ของผมบนเส้นทางนี้คือ หนังสือ ครับ

จากบรรดาบทความ และคลิป Youtube ทั้งหมดที่ผมอ่านและดู มีแนะนำหนังสือสำหรับคนที่ สนใจ Copywriting ไว้หลายเล่ม แต่หลักๆเลยจะมีด้วยกัน 3 เล่มด้วยกันสำหรับผู้เริ่มต้น

เล่มแรก หนังสือ Scientific Advertising เขียนโดย Claude C. Hopkins

หนังสือ Scientific Advertising

หนึ่งในหนังสือที่ David Ogilvy ราชาแห่งวงการโฆษณาบังคับให้พนักงานทุกคนอ่านอย่างน้อย 7 รอบก่อนเริ่มงาน

หนังสือเล่มนี้คือ หนังสือที่ Copywriter เก่งๆ นักการตลาดเก่งๆ รวมไปถึงระดับโลกทุกคนแนะนำ

เล่มที่สองคือ ADAMS : THE STORY OF SUCCESSFUL BUSINESSMAN

เรื่องราวการแก้ปัญหาธุรกิจยากๆของ Oliver Adams ด้วยวิธีง่ายๆที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

Jack Trout ที่ปรึกษาด้านการตลาดระดับโลกบอกว่า

“นี่เป็นหนังสือการตลาดที่ดีที่สุดที่ผมเคยอ่านมา”

สำนักพิมพ์ระดับโลกอย่าง New York Times ออกมายกย่องหนังสือเล่มเล็กๆเล่มนี้ว่า

“ทุกคนที่ปรารถนาความมั่งคั่งจากการทำการตลาดและเขียนโฆษณาควรพกหนังสือเล่มนี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา และมันคงไม่เป็นการพูดเกินเลยถ้าจะบอกว่า ทุกคนที่ต้องการความสำเร็จ ไม่ว่าจะในเรื่องไหนก็ตาม จะได้รับความช่วยเหลือจากความเรียบง่าย เฉียบคม และเทคนิคการแก้ปัญหาที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนที่อัดแน่นอยู่ในหนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ เล่มนี้”

(หมายเหตุ : Adams คือหนังสือเล่มโปรดในดวงใจของผมเช่นกัน)

เล่มที่สาม Tested Selling : เดชคัมภีร์ลับ นักขายนอกตำรา

Dr. Joe Vitale นักการตลาดระดับโลก และหนึ่งในทีมงาน The Secret เขียนถึง Elmer Wheeler ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ว่า

“Elmer Wheeler ทำเงิน $5,000 จากคำแนะนำแค่ 9 คำ…
$5,000 จากคำแนะนำแค่ 9 คำเป็นตัวเลขที่มหาศาลถึงจะเป็นสมัยนี้ก็ตาม แต่ที่ลูกค้ายอมจ่ายเพราะ มันเป็นคำ 9 คำที่เพิ่มจำนวนผู้มุ่งหวังถึง 250,000 คนใน 1 สัปดาห์

เท่านั้นไม่พอ ยังมีเคสที่ Elmer Wheeler ช่วยเพิ่มยอดขายให้บริษัทผลิตครีมโกนหนวดถึง 300% ใน 1 สัปดาห์จากการ “เปลี่ยนคำแค่ไม่กี่คำ”

หนังสือเล่มนี้ช่วยต่อยอดสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพี่ชัยวัฒน์ Sale Director ได้เป็นอย่างดี เพราะเน้นพูดถึง “พลังของคำพูด” พร้อมตัวอย่างที่สามารถนำไปใช้ได้เลย

ถ้าท่านไม่ติดอะไร ผมอยากแนะนำให้อ่าน Adams เป็นอันดับแรก ตามด้วย Scientific Advertising และ Tested Selling

เพราะจากที่คุยกับทุกคนที่อ่านหนังสือครบ 3 เล่มนี้ เกือบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “โชคดีที่ได้รู้จัก Adams เพราะมันทำให้ชีวิตง่ายขึ้น และช่วยให้การอ่านอีก 2 เล่มที่เหลือง่ายขึ้นเช่นกัน”

ทั้ง 3 เล่มคือ หนังสือแนะนำสำหรับคนที่สนใจด้านการเขียนโฆษณา เขียน Copywriting หรือกำลังมองหาทางออกสำหรับปัญหาค่าแอดโฆษณาแพงอยู่

ข่าวดีคือ ทั้ง 3 เล่มแปลเป็นไทยเรียบร้อยแล้ว การันตีความสนุกในการแปลโดยกระผมเอง

ท่านสามารถสั่งซื้อหนังสือทั้ง 3 เล่มได้ที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) โดยบอกทีมงานว่า “ชุดการตลาดสร้างตำนาน”

สำหรับบทความนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่บทความหน้าครับ

OHMPIANG
ธีระธรณ์

ปล. Comment คุยกันได้นะครับ ว่าได้อะไรจากบทความนี้บ้าง ผมจะได้มีไฟในการเขียนบทความต่อไป

อ่านต่อ >
Share

นักขายมือโปร นักขายในดวงใจของ Dale Carnegie

Dale Carnegie (ผู้เขียนหนังสือ How to Win Friends and Influence People) เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า

“ตอนที่ผมพบเขาครั้งแรก เขาอายุ 29 และถังแตกแบบไม่มีชิ้นดี จากนั้นมีบางอย่างเกิดขึ้นที่ฉุดเขาขึ้นจากความพ่ายแพ้และสิ้นหวัง ผมรู้ดี ผมเห็นกับตา ผมเห็นเขาผงาดขึ้นจากความล้มเหลว จนกลายเป็นนักขายอันดับต้นๆของอเมริกา”

เป็นเวลา 24 ปีที่ Dale Carnegie รู้จักกับ Frank Bettger หนึ่งในนักขายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของอเมริกา

Frank Bettger เรียนไม่จบแม้แต่ชั้นประถม

แม่ของเขาต้องรับจ้างซักผ้าเพื่อเลี้ยงดูลูกทั้ง 4 และบ่อยครั้งที่เขาต้องร้องไห้จนหลับเพราะความหิว บวกกับความหนาวเย็น

หลายปีผ่านไป Frank กลายเป็นนักเบสบอลอาชีพ และเป็นเวลา 3 ปีที่เขาเล่นเป็นผู้เล่นตำแหน่งเบส 3 ให้ทีม St. Louis Cardinals จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุโชคร้ายทำให้เขาไม่สามารถเล่นเบสบอลได้อีก

Dale Carnegie เล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกที่ได้รู้จักกับ Frank เขายังดิ้นรนพยายามขายประกันชีวิตอย่างยากลำบากอยู่เลย และที่ใช้คำว่า “ดิ้นรน” ก็เพราะไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เขาก็เจอแต่ความล้มเหลวกับคำปฏิเสธ

แต่เพียง 11 ปีหลังจากนั้น เขาทำเงินได้มากพอที่จะซื้อบ้านหลังใหญ่ราคาสูงถึง $80,000 (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 30,000,000 บาทในปัจจุบัน) และเกษียณตัวเองตอนอายุ 40 ปี

Frank Bettger เคยให้สัมภาษณ์ในหัวข้อ “คุณสมบัติที่ยอดนักขายพึงมี” ว่า

“หลังจากรับรู้ และยอมรับว่า ตัวผมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นยอดนักขายไปหลายข้อ ผมตัดสินใจที่จะใส่ “ความกระตือรือร้น” เข้าไปในทุกอย่างที่ผมทำ

การตัดสินใจนั้นเองคือ จุดหักเหครั้งใหญ่ในชีวิตของผม และผมยังคงจำการเข้าพบลูกค้าคนแรกหลังการตัดสินใจนั้นได้อย่างชัดเจน

การเข้าพบครั้งนั้น ผมตั้งใจว่าจะใส่ทุกอย่างที่ผมมี ผมตัดสินใจว่าจะเป็นนักขายที่กระตือรือร้นที่สุดที่ลูกค้าคนนี้เคยเจอมา

การคุยกับลูกค้าครั้งนั้นเร่าร้อนถึงขนาดที่ผมทุบโต๊ะด้วยความตื่นเต้น ผมคาดหวังว่าลูกค้าจะหยุดผมและถามว่า ผมบ้าหรือเปล่า แต่เขาไม่ทำ เขาฟังผมอย่างตั้งใจ

มีอยู่ช่วงหนึ่งของการคุย ผมสังเกตว่าลูกค้ายืดตัวขึ้นในท่านั่งตัวตรง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสนใจ เขาไม่ขัดผมแม้แต่น้อย เว้นแต่มีข้อสงสัยบางอย่าง.เขาเรียกยามมาลากคอผมออกไปไหม ที่ผมกระตือรือร้นขนาดนั้น?

ไม่เลย เขาตัดสินใจซื้อกรมธรรม์กับผมทันทีที่ผมพูดจบด้วยซ้ำ!

หลังจากวันนั้นเรากลายเป็นเพื่อนกัน และเขาก็แนะนำเพื่อนของเขามาซื้อกรมธรรม์กับผมด้วย.นับตั้งแต่วันนั้น ผมเริ่มขายได้อย่างต่อเนื่อง เวทย์มนต์ของความกระตือรือร้นเริ่มส่งผลที่ดีมากๆในทุกๆด้านของชีวิต

ตลอดเวลา 25 ปีที่ผมอยู่ในแวดวงนักขาย ผมเห็นเจ้าความกระตือรือร้นนี้เพิ่มรายได้มหาศาลให้กับนักขายที่รู้จักใช้งานมัน และผมก็เห็นคนที่ขาดความกระตือรือร้นค่อยๆจมลงไปในหุบเหวของความล้มเหลว

ผมเชื่อเต็มร้อยว่า “ความกระตือรือร้น” คือปัจจัยหนึ่งเดียวที่จะทำให้ใครก็ตามประสบความสำเร็จในงานขาย และตัวอย่างต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านเห็นภาพชัดขึ้น

ผมรู้จักคนๆหนึ่ง เป็นผู้มีชื่อเสียงในแวดวงประกันชีวิต เขารอบรู้เรื่องนี้ถึงขนาดเขียนหนังสือขายได้เป็นเล่มๆ แต่เขากลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์และรายได้มากพอจากการขายประกันชีวิต!

เพราะอะไรน่ะหรอ?

คำตอบง่ายๆ เพราะเขาขาด ความกระตือรือร้น

ในขณะเดียวกัน ผมรู้จักนักขายอีกคนหนึ่ง เขาคนนี้มีความรู้เรื่องสินค้าประกันชีวิตน้อยมาก รู้แค่ประมาณ 10% ของสิ่งที่นักขายส่วนใหญ่รู้ แต่เขากลับร่ำรวยจากงานขาย และเกษียณอายุตัวเองในเวลาเพียง 20 ปี

ความลับเบื้องหลังความสำเร็จของนักขายคนนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” แต่มันคือสิ่งที่เรียกว่า “ความกระตือรือร้น”

ลองใส่ความกระตือรือร้นเข้าไปในทุกอย่างที่ทำสิครับ และดูว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปแค่ไหน”

หนังสือของ Frank Bettger “เดชคัมภีร์ลับ นักขายมือโปร” คือ หนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับการขายระดับตำนานที่สามารถนำไปใช้ได้ทุกยุค ทุกสมัย

ในปี 2018 Seth Godin พูดถึงหนังสือเล่มนี้ว่า

“มันไม่มีหรอก คนที่เกิดมาแล้วขายเป็นเลย มันมีแค่คนที่ยอมเรียนรู้ และเอาใจใส่มากพอที่จะทำงานหนัก

ถ้าคุณลงมือขาย ลงมือขาย และลงมือขาย จากนั้นเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน คุณจะมีความสามารถนี้ติดตัวไปตลอดชีวิต

มันใช้เวลา แต่มันเรียนรู้ได้ หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณเรียนรู้ที่จะเล่นเกมส์นี้และชนะมันในระยะยาว ที่สำคัญใครๆก็ชนะในเกมส์นี้ได้”

Dr. Norman Vincent Peale ผู้เขียนหนังสือ The Power of Positive Thinking บอกว่า

“หนังสือเล่มนี้มีส่วนช่วยผมอย่างมหาศาล และใครก็ตามที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ ควรที่จะอ่านมัน”

Dale Carnegie เองยกย่องหนังสือเล่มนี้ในระดับที่สูงที่สุด ถึงขนาดเขียนไว้ในบทนำของหนังสือเล่มนี้ว่า

“ผมยินดี… แม้ว่าจะต้องเดินทางจากชิคาโก สู่นิวยอร์ค เพียงเพื่อให้ได้ครอบครองหนังสือเล่มนี้ หากมันยังมีขายอยู่ในร้านหนังสือ”

อ่านรายละเอียดหนังสือของ Frank Bettger ได้ที่ >> หนังสือ นักขายมือโปร

อ่านต่อ >
Share

OHMPIANG IS REAL! บทสัมภาษณ์คนธรรมดาๆ พูดจาเนิบๆ ที่ชีวิตเปลี่ยนไป จาก Ad โฆษณาเพียง 1 Ad

หมายเหตุ : OHMPIANG IS REAL ใน Podcast นี้ไม่ได้แปลว่าที่นี่คือของจริง แล้วมีใครเป็นของปลอม เหตุผลหลักที่ใช้คำนี้ท่านสามารถฟังได้ในบทสัมภาษณ์สุดพิเศษนี้

บทสัมภาษณ์คุณไกด์ นักขายและนักการตลาดขี้อาย พูดไม่เก่ง ไม่มีความรู้เรื่องออนไลน์ แต่ตอนนี้มีธุรกิจที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเป็นตัวเลขถึง 10 หลักด้วยกัน

(ขออภัยล่วงหน้าเรื่องเสียงอันเป็ดเทศ แหบแห้ง และไม่มีแรงของผม ทนๆเอาหน่อยเน้อ พอดีว่างพร้อมกันวันเดียว และหวยก็ออกที่ปอดผม)

สิ่งที่ท่านจะได้ฟังจาก Podcast นี้

  • ครั้งแรกที่ลองทำออนไลน์ ก็ทำยอด 1,130,000 บาทได้ภายใน 4 วันอย่างน่าอัศจรรย์
  • เป็นพนักงานประจำธรรมดาที่มีความฝันอยากเปิดธุรกิจส่วนตัว
  • หนังสือเบื้องหลังการได้มาซึ่งโปรเจค 10 หลัก
  • ทำไมแค่อ่านโพสท์ และ E-Mail ของ มนุษย์ถ้ำ ก็โคตรคุ้มแล้ว
  • ความมหัศจรรย์ของหนังสือโบราณที่บอกไม่ถูกว่าดียังไง แต่รู้ว่าดี
  • วิธีติดตาม และใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของ มนุษย์ถ้ำ อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • เคล็ดลับ แนวทาง และแนวคิดที่ใช้ในการพลิกตัวเองขึ้นจากคนที่นอนเป็นผักบนเตียง สู่เจ้าของธุรกิจที่ใช้ชีวิตมีความสุขขึ้นมากมาย
  • ทำไมถึงบอกว่า OHMPIANG IS REAL?
  • ความโชคดีแบบน่าเหลือเชื่อที่ทำให้เดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
  • สิ่งที่ต้องทำก่อน “เรียนรู้” ศาสตร์ลึกลับของ OHMPIANG (สำคัญมาก)
  • ขุมทรัพย์ที่ท่านอาจจะมองข้ามไป…

ไอเท่มลึกลับที่เกี่ยวข้องกับ Podcast ตอนนี้

เบื้องหลังการคว้าโปรเจคมูลค่า 10 หลัก

หนังสือ Tested Selling : เดชคัมภีร์ลับ นักขายนอกตำรา

อ่านตัวอย่างได้ที่ >> https://ohmpiang.com/tested-selling/

แค่ประโยคเดียวก็คุ้มแล้ว!

THE OHMPIANG LETTER จดหมายลึกลับรายเดือนจากมนุษย์ถ้ำ ราคาเดือนละ 1,890 บาท

อ่านรายละเอียดได้ที่ >> https://ohmpiang.com/the-ohmpiang-letter/

อ่านต่อ >
Share

New High! 2 วัน 1.5 ล้านบาท ไม่ยิง Ad ใช้เพียง 1 เทคนิค จาก หนังสือโบราณ Intensive Copywriting

คำเตือน – Podcast นี้มีเนื้อหาและภาษาค่อนข้างรุนแรงพอควร ไม่เหมาะสำหรับคนคิดบวกที่มโนว่าการหักหลังคนเป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจ

สัมภาษณ์พิเศษ! เจาะลึกกลยุทธ์ธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด เทคนิคการเขียน Copywriting กับ เจ้าของโรงเรียนกวดวิชา เล็กๆ ในหมู่บ้าน ที่ฝ่าวิกฤติรุนแรงขั้นหายนะถึง 4 ครั้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 10 ปี

  • จุดเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยคำดูถูกเหยียดหยาม
  • จากเด็กวัยรุ่นไม่เอาอะไรเลย มาตั้งตัวเป็นครูสอนโรงเรียนกวดวิชา
  • ญาติผู้ใหญ่ตราหน้าว่า จะทำให้ชีวิตพ่อแม่บัดซบในบั้นปลาย

สู่เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ล่าสุด ทำ New High สูงสุดตั้งแต่เริ่มธุรกิจมา

ยอดขาย 1.5 ล้านบาท ในเวลาแค่ 2 วัน โดยไม่เสียเงินยิง Ad แม้แต่บาทเดียว

ใน Podcast พิเศษนี้ ท่านจะได้ฟัง

  • วิธีที่ง่ายที่สุดในการดึงดูดลูกค้านิสัยน่ารัก และคุณภาพสูง
  • หนทางเรียบง่ายสู่การมีนักเรียน 100 คนในเวลา 4 ปี
  • วิกฤติครั้งแรก จากการมีลูกค้าเยอะเกินไป
  • เหตุผลอันน่าสะพรึง ทำไมยิ่งลูกค้าเยอะ ถึงขาดทุน
  • วิกฤติครั้งที่สอง จากการมีลูกค้าเยอะเกินไป (อีกแล้ว)
  • แนวคิดการขยายธุรกิจฉบับมนุษย์ต้นทุนน้อย
  • วิกฤติครั้งที่สาม จากคนขี้อิจฉา
  • การพานพบกับ วิถีมนุษย์ถ้ำ ครั้งแรก และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแทบทันที
  • วิกฤติครั้งที่สี่ที่อันตรายเกือบถึงชีวิต จากลูกน้องใกล้ตัวที่ปั้นมากับมือ
  • แนวทางการปฏิบัติเมื่อโดนลูกน้องคนสนิทแทงหลังมิดด้าม
  • วิธีรับมือของเก๊ ของปลอมทำเหมือน และพวกขี้ก๊อป
  • ข้อดีอย่างเดียวของพวกของเก๊ ของปลอมทำเหมือน และพวกขี้ก๊อป
  • กลยุทธ์สู่ New High สุดอลังการ ยอด 1.5 ล้านบาท ใช้เวลา 2 วัน โดยไม่ยิง Ad แม้แต่บาทเดียว
  • สูตรโกงในการทำธุรกิจ THE OHMPIANG LETTER

หนังสือที่ถูกเอ่ยถึงใน Podcast นี้

1. Scientific Advertising

อ่านตัวอย่างได้ที่ >> https://ohmpiang.com/scientific-advertising/

2. Adams : The Story of Successful Businessman

อ่านตัวอย่างได้ที่ >> https://ohmpiang.com/adams-story-of-successful-businessman/

3. Tested Selling – เดชคัมภีร์ลับนักขายนอกตำรา

อ่านตัวอย่างได้ที่ >> https://ohmpiang.com/tested-selling/

4. Intensive Copywriting (พระเอกของ Podcast นี้)

อ่านตัวอย่างได้ที่ >> https://ohmpiang.com/intensive-copywriting/

หมายเหตุ – ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง บวกกับกลยุทธ์ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่เจ้าของธุรกิจรวบรวมตลอดเวลาที่ทำธุรกิจมา

อ่านต่อ >
Share

บทเรียนการขายครั้งสำคัญ ที่แลกมาด้วยเลือด เหงื่อ หยดน้ำตา ไข้ขึ้นสูง และแมลงเต็มปาก

Podcast ตอนพิเศษนี้ผมทำขึ้นมาเมื่อปีที่แล้วตอนเปิดตัวแอพ OHMPIANG และมีคนเข้ามารีวิว 5 ดาวครบ 100 รีวิวทั้งใน App Store และ Play Store

Episode นี้ผมจะมาพูดถึงบทเรียนการขายครั้งสำคัญที่ผมแลกมาด้วยเลือด เหงื่อ หยดน้ำตา ไข้ขึ้นสูง และแมลงเต็มปาก

บทเรียนนี้ช่วยให้ผมขายของได้แบบไม่เสียเวลา แถมยกระดับให้ผมแตกต่างจากนักขายทั่วๆไปด้วย

สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ The OHMPIANG Podcast Episode พิเศษ

สำหรับ Episode นี้ตามสัญญาที่บอกว่าได้รีวิว 5 ดาวครบ 100 รีวิว

ใครรีวิว 5 ดาวก็ขอให้ได้ความรู้ไปตามจำนวนดาวที่ให้ผมเอาไว้นะครับ

Episode นี้ผมจะมาพูดถึงบทเรียนการขายครั้งสำคัญที่ผมแลกมาด้วยเลือด เหงื่อ หยดน้ำตา ไข้ขึ้นสูง และแมลงเต็มปาก

บทเรียนนี้ช่วยให้ผมขายของได้แบบไม่เสียเวลา แถมยกระดับให้ผมแตกต่างจากนักขายทั่วๆไปด้วย

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ… ผมว่ามีไม่ต่ำกว่า 7 ปี

ตอนนั้นเพิ่งเริ่มทำงานเป็น Sale ขายเครื่อง 3D Printer ใหม่ๆ และกำลังดิ้นรนหาแนวทางของตัวเอง

ถ้าท่านไม่รู้หรือไม่เคยฟังผมมาก่อนเนี่ย รู้ไว้ได้เลยครับ ผมเป็น Sale ที่กากและง่อยมากที่สุดคนนึงเลย ไม่แน่ใจว่าพูดใน Podcast ไหน น่าจะ Podcast พิเศษสำหรับคนสั่ง Tested Selling ถ้าว่างก็ลองค้นๆดูนะครับ

และเหตุการณ์ที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ก็อยู่ในช่วงที่ผมกำลังดิ้นรนพอดีเลย ถึงตอนนั้นจะเริ่มทำยอดได้แล้ว แต่ก็ลูกผีลูกคนอยู่

เรื่องมีอยู่ว่า ช่วงที่ผมกำลังหัดขายของ เวลาเจอเพื่อนเก่าผมจะทิ้งท้ายเสมอว่า

“เฮ้ย ถ้าอยากให้ไปช่วยขายอะไร บอกกูนะ กูไปช่วยได้ ตอนนี้กูเป็น Sale”

สำหรับผมเนี่ย ความรู้ที่ได้เรียนจากหนังสือ หรือคนที่สำเร็จแล้วนี่ สำคัญนะ แต่มันไม่มีประโยชน์เลยถ้าไม่ได้เอาไปใช้

ตอนนั้นผมเลือกแล้วว่า ถ้าอยากได้เงินต้องขายของให้เป็น และขายของให้ได้ ผมเลยทุ่มกับการฝึกขายแบบเต็มร้อย ใครชวนไปขายอะไร ผมไปหมด และทุกวันนี้ยังขอบคุณตัวเองเลยที่กล้าทำอะไรบ้าๆตอนนั้น

เคสนี้ก็เหมือนกัน เกิดจากการที่เพื่อนผมคนนึง ชื่ออีนัท (นามสมมติ) มันโทรมาชวนไปขายปุ๋ย

มันมีคนรู้จักทำสวนอยู่ภาคเหนือ และน่าจะปิดได้ล็อตใหญ่

ผมดูตารางแล้ว ช่วงที่มันชวนตรงกับที่จะไปปฏิบัติธรรมจังหวัดใกล้ๆพอดี เลยตอบตกลงไป แล้วบอกให้มันจองตั๋วเลย

มันบอกว่า นั่งรถไฟนะเว้ย กูไม่มีเงิน

ผมบอกว่า รถทัวร์ไม่ดีกว่าหรอวะ ปกติไปขายของกูชอบนั่งรถทัวร์

มันบอกว่า รถไฟแหละ ประหยัดดี สนุกกว่า เดี๋ยวกูจองที่ดีๆให้

ด้วยความที่ขี้เกียจเถียง เลยเออออไปกับมัน และก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก

เมื่อวันนัดพบมาถึง… มันยื่นตั๋วให้ผม

ผมจำได้แม่นเลยว่า อึ้งไปประมาณ 5 วิ เพราะมันเป็นตั๋วพัดลมชั้น 3

คือไม่ได้อะไรนะ แต่ที่ผมนึกไว้คือ ตั๋วตู้นอน ไม่ก็ตั๋วตู้แอร์ก็ยังดี แต่นี่มันให้ผมไปนั่งตั๋วพัดลมชั้น 3 ค้าบบ

ถ้าท่านไม่เคยนั่งรถไฟ ตั๋วพัดลมชั้น 3 เนี่ย มันเป็นตู้ต้อนรับธรรมชาติ หน้าต่างทุกบานจะเปิดออก ส่วนที่นั่งมันเหมือนเอาม้านั่งไม้ยาวๆมาตอกตะปูไว้บนรถไฟ พัดลมเนี่ยก็แลดูเหมือนจะหลุดออกมาฟันหัวคนนั่งได้ตลอดเวลา ถ้ามันหมุน

แต่ตู้ที่ผมนั่งพัดลมมันหมุน 5 นาทีหยุด 30 นาที และไม่มีตะแกรงกั้น

ม้านั่งที่ผมนั่งก็น็อตหลวมๆ โยกได้ ขยับได้

ท่านเคย คุยกับตัวเองว่า ชิบหายละ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินทางไหม

วันนั้นน่ะ ผมอย่างนั้นเลย

ชิบหายเอ๊ยยย ไอ้เจษเอ๊ยยย ทำไมมึงพลาดแบบนี้

ผมมองหน้ามัน มันมองหน้าผม ด้วยความที่ลั่นวาจาออกไปแล้ว ก็ต้องไปให้ถึงที่สุด

14 ชั่วโมงบนนั้นเป็นอะไรที่เลวร้ายมากครับพี่น้อง

เพราะผมไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย มีแค่แจคเก็ต เสื้อยืด กางเกงยีนส์ และชุดปฏิบัติธรรม

ช่วงออกเดินทางใหม่ๆนี่ยังเป็นช่วงหัวค่ำอยู่ ต้องคอยสู้กับกองทัพยุงทุกครั้งที่จอดสถานี บางสถานีนี่นึกว่าอยู่ในป่า ทั้งมืด ทั้งรก ทั้งวังเวง ทั้งหมาหอน ทั้งยุงที่กัดได้สะดุ้งมาก

คือผมไม่ชินไง ไม่ได้กระแดะนะ คนมันไม่ชินนี่หว่า

พอผ่านเขตเมืองไปได้หน่อย เริ่มไม่ค่อยจอดถี่ ยุงเริ่มซา ก็พอจะนอนได้บ้าง ไม่ใช่ล้มตัวลงนอนนะ เพราะตู้เต็ม แย่งอากาศกันหายใจสุดฤทธิ์

หลับๆได้แป๊บเดียวก็จอดสถานี ทุกสถานีจะมาพร้อมเสียงเคาะ ไก่ย่างคร้าบ ไก่ย่าง ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ข้าวต้มมัดคร้าบ

หงุดหงิดสุดๆ แต่ก็ได้แต่ท่องไว้ว่า ใกล้แล้วๆ ยกขึ้นดูนาฬิกา 4 ทุ่ม โอ้วพระเจ้า เพิ่ง 4 ทุ่ม หันไปมองรอบๆ ทุกคนหน้าตาคร่ำเครียดหมด ทำอะไรไม่ได้ทำได้อย่างเดียวคือ กลั้นใจนอน

ครั้งนี้นอนได้นานพอสมควร แต่ก็มีเหตุให้ต้องสะดุ้ง เพราะรู้สึกเจ็บๆตรงแก้ม

ลืมตาขึ้นมานี่แทบร้องครับ ทั้งมด ทั้งจิ้งหรีด ทั้งตั๊กแตน ทั้งแมลงปอนี่เต็มตัวไปหมด และผมมั่นใจว่าแมลงปอมันบินออกจากปากผมไปด้วย

อยากจะกรีดร้องดังๆ แต่อดกลั้นเอาไว้ เพราะหันไปมองรอบๆตู้ สถานการณ์เลวร้ายไม่แพ้กัน

พวกนอนหลับปากหวอนี่ มึงหนังผีชัดๆ
ทำอะไรไม่ได้ๆแต่พยายามปัดไปทางคนอื่น แล้วเอาแจคเก็ตมาคลุมไว้ให้มิดชิดที่สุด จากนั้นก็สลบไป

ตื่นมาพบกับข่าวดีว่า รถไฟขัดข้อง… มันเลือกช่วงขัดข้องได้เทพมากๆ เพราะขัดข้องเอากลางป่าพอดีเป๊ะ มองไปทางซ้ายคือ ป่าทึบ ทางขวาคือ หน้าผา ผมนี่เหงื่อท่วมยิ่งกว่าอาบน้ำเลย เพราะไม่มีลมแม้แต่น้อยตอนนั้น และค้างอยู่แบบนั้นเกือบ 2 ชั่วโมง

สุดท้ายถึงที่หมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ

ผมไข้ขึ้นสูงทันที เพราะแทบไม่ได้นอน

ยังดีลูกค้ามารับถึงสถานี และพาไปซื้อยา

ผมได้นอนแป๊บนึง และก็ต้องออกไปขายของ เพราะนัดเอาไว้ตอนบ่าย

นึกสภาพคนไข้ขึ้นสูง เพิ่งซัดยาทุกขนานที่นึกออกเข้าไป ได้นอน 3 ชั่วโมง
เพิ่งผ่านประสบการณ์แมลงเต็มปากมา

เรียกได้ว่าไม่มีอะไรพร้อมแม้แต่น้อย แต่ The Show Must Go On

ผมปั้นหน้าให้ปกติที่สุด ก่อนเจอลูกค้านัดแนะกับอีนัทอย่างดีว่าใครจะพูดจะทำอะไรบ้าง

และแล้วช่วงเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง…

ลูกค้ามาแบบ Friendly มาก หลังจากเห็นผลลัพธ์ที่จะได้ไม่ถึง 2 นาทีก็เปิดมาเลยว่า

“ผมพร้อมลองนะ เพราะทุกปีผมก็ลองสูตรใหม่ๆอยู่แล้ว”

ผมได้ยินเท่านั้นแหละ ผมยิ้มเลย ในใจคิด คุ้มแระที่กูกินแมลงเข้าไป

ผมถามต่อว่า “ปกติพี่ทดลองกี่ไร่ครับ และพี่ตั้งงบทลองไว้เท่าไหร่”

ลูกค้าตอบว่า “ปกติผมลองประมาณ 50 ไร่นะ เรื่องงบไม่ใช่ปัญหาจากเท่าที่พี่ดู พี่ตัดสินใจได้เลย อีกอย่างพี่เชื่อใจนัทด้วย”

ผมเริ่มระรื่นขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเป็นสัญญาณที่ดี

“ถ้างั้นพวกผมคำนวนให้นะครับว่า 50 ไร่ใช้อะไรเท่าไหร่ และออกมาเป็นเงินกี่บาท”

“ได้เลยครับ” ลูกค้าตอบ

“เอ้อ แล้วพี่สะดวกจ่ายเงินสดหรือโอนเอาครับ?” ผมถามเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

“เงินสดครับ เนี่ยเตรียมมาให้แล้ว” ลูกค้าผมตอบ

มาถึงตรงนี้ ประสบการณ์ของผมบอกว่าให้หยุดขาย และเริ่มเก็บเงินได้เลย

ผมหันไปหาอีนัทและบอกให้อีนัทบอกว่า ลูกค้าต้องจ่ายเงินเท่าไหร่?

แต่อีนัทหาได้พูดเช่นนั้นไม่… แทนที่มันจะบอกว่า “สำหรับ 50 ไร่ สูตรที่ดีที่สุดคือ… และค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่เท่านี้หมื่นบาท” อย่างที่เตรียมกันเอาไว้

อีนัทกลับควักเอาโบรชัวร์ขึ้นมาต่อหน้าต่อตาผม พร้อมกับเริ่มอธิบายคุณสมบัติของสินค้าอย่างละเอียด

ตั้งแต่ว่าตัวนี้ใช้ยังไง ผสมยังไง รวมไปถึงเคสทั้งหมด ตามที่มันท่องมา

ผมจำได้เลยว่า รู้สึกถึงความร้อนแผ่ออกมาจากตัว ไม่รู้จากพิษไข้ หรือจากความโกรธ

5 นาทีผ่านไป ลูกค้าจากยิ้มๆ กลายเป็นหน้าเริ่มนิ่ง ผมเริ่มสะกิดมันถี่ขึ้น จนมีครั้งนึงมันหันมาบอกว่า กูรู้แล้ว แต่กูคิดว่าตรงนี้สำคัญ กุเตรียมมาดี ตอนนั้นผมเบลอไปเรียบร้อยแล้ว

10 นาทีผ่านไป ลูกค้าเริ่มเล่นมือถือ ทั้งๆที่นั่งกันบนโต๊ะเล็กๆ และเริ่มมองซ้ายมองขวาเหมือนดูว่าจะมีใครเดินเข้ามาในห้องไหม

15 นาทีผ่านไป อีนัทท่องทุกอย่างจนมันพอใจ และจบลงแบบสวยๆด้วยคำถามว่า “นัทว่ามันดีมากๆเลยนะสำหรับสวนของพี่ พี่ว่าไหม?” แล้วทุกอย่างก็เงียบไป…

ก่อนที่ผมจะทันอ้าปากพูดอะไร… ลูกค้าพูดขึ้นมาว่า
“ผมก็ว่ามันดีนะ แต่ขอคิดดูก่อนนะ ผมไม่รู้ว่าหุ้นส่วนที่บ้านจะว่ายังไง”

เชดด มึงพูดยังไงวะ พูดจนหุ้นส่วนลูกค้าแม่งงอกออกมาจากไหนก็ไม่รู้ จากตอนแรกเจ้าของคนเดียว

ผมยังพยายามทำใจดีสู้เสือ ถามว่า “เอ่อแล้วเรื่องแปลงทดลอง”

ลูกค้าตัดบทเลย “นั่นแหละ ปกติหุ้นส่วนผมดูเรื่องแปลงทดลอง เอ้อพอดีผมมีนัดต้องรีบไปละ”

แล้วเขาก็ลุกออกไปเลย…

ตอนนั้นผมเบลอไปหมดละ แต่ยังพอจำวินาทีที่หันไปมองหน้าอีนัทได้ แล้วบอกว่า

“มึงต้องการอะไรวะ? มึงไม่รู้หรอว่าเขาพร้อมควักเงินให้มึงแล้ว”

อีนัทตอบว่า “กุรู้เว้ย แต่กูอดไม่ได้ที่จะต้องพูดทั้งหมด กุขอโทษละกัน กุก็ fail พอๆกับมึงแหละ กุรู้สึกว่าถ้าพูดไม่หมดมันเหมือนไม่ได้มาขายของว่ะ”

ใช่ครับ เคสนี้เป็นเคสที่ fail ทั้งๆที่ไม่น่า fail และโชคดีเป็นของอีนัทที่วันต่อมาผมไปปฏิบัติธรรมพอดี
ไม่งั้นผมก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

บทเรียนสำคัญที่ผมได้รับ และมันตอกย้ำในสิ่งที่ Tested Selling พูดไว้ในบทที่ 12 ว่า

ให้มองหาสัญญาณว่า ขายได้ชัวร์

ยิ่งมีประสบการณ์มากเท่าไหร่ จะเห็นสัญญาณเร็วขึ้น

เมื่อเห็นแล้วอย่าลืมคว้าเอาไว้ ไม่ใช่พล่ามต่อให้จบ เพราะการพูดต่อในขณะที่สัญญาณมาแล้ว บ่งบอกว่า ท่านเป็นนักขายที่แย่มาก และโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจมีสูงมาก

เคสนี้ถึงผมจะยังประสบการณ์น้อยแต่สัญญาณมันชัดมากๆ และมันก็จริงดังที่หนังสือพูด เพราะลูกค้าเปลี่ยนใจทันทีที่พล่ามแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ

เพราะงั้นสำหรับผมแล้ว งานขายนี่สามัญสำนึกล้วนๆ

ถ้าวันนี้ท่านเข้าใจมนุษย์ เข้าใจลูกค้า ท่านไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง ไม่จำเป็นต้องรู้เยอะ
ไม่จำเป็นต้องมีพลังในการนำเสนอบ้าบออะไรแม้แต่น้อย

ถ้าอยากขายของเป็น คำถามที่ต้องถามตัวเองคือ

อยากจะรวยจริงๆ หรือแค่อยากจะรู้สึกว่าขายเป็น

ถ้าคำตอบคืออยากจะรวย
ก็แค่ออกไปขาย ออกไปฝึก ออกไปทำความรู้จักลูกค้า ประสบการณ์พวกนี้ไม่ต้องเสียเงิน แต่ถ้าได้มันจะติดตัวไปตลอดชีวิต

แต่ถ้าแค่อยากจะรู้สึกว่าขายเป็น ผมว่าท่านจะเหนื่อยเรียนรู้ไปอีกนานเลยแหละ เพราะท่านจะไม่มีวันรู้สึกว่าขายเป็นต่อให้เสียเงินเรียนเยอะแค่ไหนก็ตาม จนกว่าท่านจะได้ปิดการขายคามือด้วยตัวท่านเอง

ทุกวันนี้คุยกับ Sale เก่งๆ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองขายเป็น หรือขายเก่ง

เค้าก็แค่ออกไปขายอะ มันแค่นั้นจริงๆนะ

อยากขายเป็น ก็แค่ขาย ไม่มีเทคนิคอะไรซับซ้อน

ถ้าอยากเสียเงินเพื่อเรียนเรื่องการขายมากขนาดนั้น บอกผมได้ เด๋วจัดให้

รับรองว่ามันจะราคาสูง และเนื้อหาจะไม่เยอะ

อืม…

เอาเป็นว่า Episode นี้ก็พอเท่านี้ดีกว่า เดี๋ยวงานเข้า

ขอให้โชคดี และหวังว่าจะได้อะไรจาก Episode นี้ ไม่มากก็น้อยครับ

อ้อ วันที่ 15 นี้ ผมมี Update เรื่อง Private Workshop นะ

เดี๋ยวจะใส่ไว้ให้ในแอพเฉพาะในส่วนคนที่เรียน Copywriting

ใครสนใจมาหลังไมค์กับทีมงานหน่อยนะครับ

ถ้าเยอะจะได้จัด ถ้าน้อยจะได้ไม่จัด

เตือนไว้เลย ก่อนจะหลังไมค์มา ว่า Private Workshop ผมไม่มีราคาต่ำกว่า 6 หลักแน่นอน

(เรื่อง Workshop ไม่มีอีกแล้วนะครับ ขออภัยด้วย ธาตุขี้เกียจเข้าแทรกสูง)

แล้วพบกันใหม่ Episode หน้าคร้าบ

ท่านสามารถ Download แอพ OHMPIANG ได้ที่

App Store >> http://bit.ly/ohmpiangappstore

Play Store >> http://bit.ly/ohmpiangappplaystore

อ่านต่อ >
Share

เพิ่มยอดขาย ง่ายๆ ด้วยเทคนิคไม่ลับของนักขายผ้าขี้ริ้วในตำนาน

ถ้าจะให้พูดถึงหนึ่งในวิธีการ เพิ่มยอดขาย

ตอนผมยังทำงานประจำอยู่ในฐานะ Sale Manager ผมมักจะได้รับคำสั่งให้ไป “ออกบูธ”

ส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบ และก็บอกรุ่นพี่เจ้าของบริษัทเสมอว่า “เฮีย… ผมว่าแม่งโคตรเสียเวลาเลย”

แต่ก็ไร้ผล สุดท้ายก็ต้องไปอยู่ดี เพราะมันเป็นเรื่องที่ “ใครๆเขาก็ทำกัน” และบางครั้งมันก็ได้ยอดจริงๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมจะพูดถึงในโพสท์นี้

วันหนึ่งตอนที่ผมเดินชิวไปทั่วไบเทค (เพราะมันไม่มีอะไรให้ทำ คนขายเยอะกว่าคนซื้อ 10 : 1) ผมเดินไปหยุดที่บูธๆนึงที่มีคนมุงมากกว่าบูธอื่น

ผมมองขึ้นไปดูป้ายชื่อว่า เขาขายอะไร? ทำไมมีคนมุงอยู่บูธเดียว? ราวกับว่าคนซื้อทุกคนในไบเทคมามุงอยู่ที่บูธๆเดียว ผมไม่ได้พูดเล่น มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

มันเป็นบูธขายผ้าขี้ริ้วที่พบได้ทั่วไป แต่ที่มันพิเศษคือ คนขายครับ

คนขายไม่ใช่พริตตี้ นุ่งน้อยห่มน้อย เหมือนที่เขาจ้างมาหลอกล่อคนเข้าบูธเอานามบัตร แต่เป็นชายวัยกลางคนมาดเซอที่มาพร้อมถังน้ำ และผ้าขี้ริ้ว


เพื่อให้อรรถรสในการจินตนาการสูงขึ้น นึกภาพเชฟซูชิที่ยืนประจำหน้าเคาน์เตอร์พร้อมตัด หั่น เฉือน ปั้น และเสิร์ฟได้เลย มันอารมณ์นั้นจริงๆ

ผมเองต้องรอเกือบ 2 นาทีถึงจะได้เข้าไปเสนอหน้าอยู่ตรงหน้าเขา ซึ่งผมก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง

ภาพที่ผมเห็นตรงหน้าคือ อะไรที่มันเรียบง่าย และธรรมดามาก เขาทำในสิ่งที่ทุกคนรู้ว่าต้องทำแต่ลืมไปว่ามันต้องทำเพราะมันดูง่ายเกิน

สิ่งที่เขาทำแตกต่างจากพนักงานขายทั้งงาน (รวมทั้งตัวผมด้วย) อย่างสิ้นเชิง

เขาไม่ได้พล่ามว่า ผ้าขี้ริ้วของเขาเทพยังไง? ดียังไง? ทำจากวัสดุอะไร? 

สิ่งที่เขาทำคือ พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ผ้าขี้ริ้วของเขาดียังไง? และทำแค่นั้น! 

ผมจำได้แม่นเลยว่า เขาพูดไม่กี่ประโยควนไปวนมา

“ผ้านี้ซึมซับน้ำได้หมดจดครับ” จากนั้นก็เทน้ำลงไปบนถาดโครมนึง

“สมมติว่าลูกค้าปัดน้ำหกบนโต๊ะ และไม่ต้องการให้เละเทะไปมากกว่านี้ ถ้ามีผ้าของเราวางไว้ใกล้มือ ลูกค้าสามารถหยิบมาวางแปะได้ทันที และน้ำที่หกจะโดนดูดซึมทันที”

ซึ่งผ้าที่เขาสาธิตมันก็ทำได้แบบนั้นจริงๆ ราวกับว่า น้ำโดนดูดเข้าผ้าไปด้วยพลังงานบางอย่าง

“หรือถ้าพรมราคาแพงของลูกค้า โดนกาแฟหรือน้ำอัดลมหกใส่”

พูดจบเขาก้มลงไปหยิบพรมขึ้นมาวางบนโต๊ะ และเทกาแฟใส่ จากนั้นเอาผ้าไปแปะเอาไว้พักนึง ซึ่งผลก็เหมือนกันคือ กาแฟโดนผ้าดูดขึ้นจากพรมด้วยพลังงานบางอย่าง

จากนั้นเขาเอาถังขึ้นมาเพื่อบิดผ้าให้ดูว่า กาแฟโดนดูดขึ้นมาจริงๆ และปริมาณเยอะด้วย

“แต่แค่นี้ไม่ได้แปลว่า พรมของลูกค้าปลอดภัย” พูดจบเขายกพรมขึ้นเพื่อโชว์คราบกาแฟที่ค้างอยู่อีกด้าน พร้อมกับน้ำกาแฟ จากนั้นเขาจัดการเอาผ้าขี้ริ้วที่เพิ่งบิดหมาดๆ ไปแปะไว้อีกด้านของพรมสักพัก และเอาผ้าผืนเดิมมาเช็ดโต๊ะ

ทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พรมแทบไม่เหลือคราบกาแฟแม้แต่น้อย และโต๊ะสาธิตก็แห้งสนิท

เขาปิดท้ายด้วยการบอกว่า “ไม่เพียงแค่พรมผืนนี้เท่านั้น แต่พรมในรถของลูกค้าก็ใช้ได้เหมือนกัน

จากนั้นเริ่มใหม่ด้วย “ผ้านี้ซึมซับน้ำได้หมดจดครับ”

แน่นอนผมเสียเงิน…

คือ ยอมตั้งแต่ช็อตเทกาแฟลงพรมละ

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาไปทำอะไร แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าของมันต้องมี

ที่สำคัญผมไม่ได้ซื้อผืนเดียวด้วย ผมถือกลับบ้านแบบงงๆ 4 ผืนด้วยโปรโมชั่นซื้อ 3 แถม 1 ที่สำคัญมันผืนละ 250 บาท (ซึ่งผมกลับบ้านปุ๊บโดนด่าปั๊บว่า ผ้าบ้าอะไรผืนละ 250)

แถมผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ซื้อมาทำซากอะไร


ทีนี้ผมลองมานั่งคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ซึ่งยิ่งคิดมันก็ยิ่งรู้สึกว่า สุดยอด

  1. เขาขายผ้าขี้ริ้วในงานแสดงเครื่องจักร
  2. บูธถัดไปไม่ถึง 2 ซอย มีขายผ้าคล้ายๆกัน และถูกกว่า
  3. เขาทำให้ผมตัดสินใจซื้อโดยไม่สนเรื่องราคา
  4. บูธเขาอยู่ในซอยเล็กๆ ด้านในสุดของ Hall
  5. เขาพูดประโยคเดิมซ้ำๆตลอด
  6. เขาไม่พยายามปิดการขาย ไม่บอกราคา (ผมต้องเดินเขยิบไปหาเครื่องจ่ายเงินเอง)
  7. แม่งไม่ยิ้มด้วย หน้านิ่งมากถึงมากที่สุด

อธิบายสิ่งที่เขาทำแบบง่ายๆน่ะหรอ

เขาพิสูจน์ให้ผมเห็นว่าสินค้าของเขาทำงานได้แบบที่มันควรจะทำจริงๆ

อธิบายสิ่งที่เขาทำตามหลักการ?

มันมีหลักการเรื่องการขายออกมามากมาย แต่ผมใช้แค่หลักของ Elmer Wheeler ที่พูดในหนังสือ Tested Selling : เดชคัมภีร์ลับ นักขายนอกตำรา ที่เป็นหนังสือลำดับที่ 3 ของชุดหนังสือการตลาดสร้างตำนาน

ในหนังสือ Tested Selling พูดถึงกฏการขายอยู่ 5 ข้อด้วยกัน

  1. อย่าขายชิ้นเนื้อ… จงขายเสียงย่างเนื้อ
  2. อย่าเขียน… จงส่งโทรเลข
  3. พูดพร้อมกับดอกไม้ในมือ
  4. อย่าปิดด้วย “จะซื้อไหม” ให้ถามว่า “รับชิ้นไหน”
  5. ดูเสียงเห่าของตัวเอง

เคสคนขายผ้าขี้ริ้วคนนี้ใช้ครบเกือบทุกข้อ แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือ ข้อ 3 พูดพร้อมกับดอกไม้ในมือ หรือพูดง่ายๆคือ พิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นว่าสิ่งที่พูดนั้นเป็นจริง

เขามี “สคริปต์การขาย” ที่ผมมั่นใจว่าทดสอบมาแล้ว

เขามี “คำพูด” ที่ได้ผลสำหรับกลุ่มเป้าหมาย และคนใจง่าย (ผมเอง)

และสุดท้าย เขาทำตามกฏเหล็กทางการขายทั้ง 5 ข้อของ Elmer Wheeler ที่อยู่ในหนังสือ Tested Selling อย่างเคร่งครัด

ท่านล่ะครับ… วันนี้พูดพร้อมดอกไม้ในมือแล้วหรือยัง?

OHMPIANG
เจษ

ปล. อ่านตัวอย่างของหนังสือ Tested Selling ได้ที่ >> หนังสือการขาย Tested Selling

อ่านต่อ >
Share

หลัก OHMPIANGASUTRA กับ 7 กระบวนท่าเล้าโลมลูกค้าในตำนาน

ก่อนจะเริ่มเล้าโลมได้ มันเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆเลยที่เป้าหมายจะต้อง “สมยอม” ท่านเสียก่อน มิเช่นนั้นมันคงจะอึดอัดพิลึก

นี่ผมกำลังพูดถึงการขายของนะ

เพราะนึกภาพตัวท่านเองไปพยายามโน้มน้าว “คนที่ไม่ใช่” สิ มันเหนื่อยมากถึงมากที่สุด

การขายของให้คนที่ไม่พร้อมซื้อ หรือไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเป็นอะไรที่ทำให้เหนื่อย เหี่ยว ท้อ และเสียเวลามาก ไม่ใช่สำหรับคนขายคนเดียว แต่สำหรับลูกค้าด้วย

ผมพูด (และแซว) มาตลอดว่า ไม่ต้องไปเรียนวิธีอ่านใจ หรือเทคนิคเหนือโลกบ้าบอหรอกเพื่อจะขายของเป็น เพราะถ้าเจอกลุ่มเป้าหมายที่ใช่จริงๆแล้ว พูดไม่รู้เรื่องเขาก็ซื้อ (ผมเล่าใน Podcast ที่แถมไปพร้อมหนังสือ Tested Selling)

นั่นเพราะ

ลูกค้าอยาก “ซื้อ” ของจากท่านมากกว่าที่ท่านคิด… 

ไม่รู้ผมเป็นคนเดียวหรือเปล่านะ แต่บ่อยครั้งเลย อยากซื้อของบางอย่างแทบตาย แต่พอเดินเข้าร้านแล้ว สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง แผ่พุ่งออกมาจากคนขายในร้านแล้ว ไอ้ความอยากซื้อมันหายไปดื้อๆเลย

ผมไม่ได้มีจิตสัมผัสอะไรนะ แต่มันรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก และก็มั่นใจด้วยว่า ผมไม่ได้เป็นอยู่คนเดียวบนโลกนี้

ท่านคงเคยได้ยินคำว่า

“ลูกค้าชอบซื้อ แต่ไม่ชอบถูกขาย” เนอะ

ถ้าไม่เคยได้ยิน ก็เชื่อเถอะครับว่า

ลูกค้าอยากซื้อของจากท่านจริงๆ 

(ผมคนนึงละชอบซื้อ แหะๆ)

ไม่งั้นเขาไม่เดินเข้าร้านค้า (เวบไซต์ หรือ Inbox) หรอก ถ้าท่านไม่มีบางอย่างที่เขาต้องการ

ลูกค้ามีปัญหาบางอย่าง และเดินเข้ามาหาท่านเพื่อให้ท่านช่วยแก้ปัญหาให้

ไม่ก็ไปสะดุดกับบางอย่างที่ท่านเคยพูดเอาไว้ผ่าน Ad โฆษณา ป้ายหน้าร้าน หรือบทความ

แต่แค่เดินเข้ามาไม่ได้แปลว่า จะซื้อแล้ว หรือ พร้อมซื้อแล้ว เสมอไป

ลูกค้าต้องการให้ท่านแสดงให้เห็นว่า มันโอเคนะที่จะซื้อ หรือพูดง่ายๆคือ โน้มน้าวกรูอีกนิดสิ อย่าให้ดูใจง่ายเกินไป

ให้ผมอธิบายเพิ่มเติมอีกหน่อยละกัน

การขาย ไม่ใช่การโน้มน้าว (ไม่ว่าจะด้วยเทคนิคอะไรก็ตาม) ให้ใครบางคนซื้อบางอย่างที่เขาไม่ต้องการ แต่การขายคือ การบอกใครบางคนที่ต้องการบางอย่างว่ามันโอเคที่จะมาซื้อตรงนี้

หรืออย่างที่ Seth Godin ได้กล่าวเอาไว้ว่า

“ลูกค้าไม่ได้ซื้อสินค้าและบริการ พวกเขาซื้อความสัมพันธ์ เรื่องราว และเวทย์มนต์”

ในความคิดของผู้มุ่งหวังทุกคน มีกลไกการป้องกันตัวคอยสะกิดอยู่เรื่อยๆ

มันเป็นความอึดอัดเล็กๆที่เกิดขึ้นเมื่อได้กลิ่นไม่ชอบมาพากล

ความอึดอัดนี้จะคอยแหย่ด้วยคำถามที่ว่า

ใช่หรา? ซื้อไปแล้วจะตอบโจทย์หรา?

แล้วถ้ามันใช่… ซื้อที่นี้จะดีจริงหรา? 

เพราะไม่มีใครชอบตัดสินใจผิด หรือรู้สึกว่าตัดสินใจผิด

จุดนี้เองที่ทำให้คนที่เขียน Copywriting เก่งๆได้เปรียบคนทั่วไป เพราะ Copy ดีๆสามารถ “กระตุ้น” ให้ลูกค้าก้าวข้ามความอึดอัดตรงนี้ และตัดสินใจซื้ออย่างง่ายดาย

ท่านเองก็สามารถทำเช่นนั้นได้เหมือนกัน มันไม่ใช่การอ่านใจลูกค้าหรืออะไรเทือกนั้น

ผมเรียกมันว่า “บรรยากาศการซื้อ”

และนี่คือ 7 สิ่งที่ท่านสามารถเล้าโลมลูกค้าเพื่อสร้างบรรยากาศนั้น

1. เล้าโลมด้วยความเชี่ยวชาญ

ผู้คนชอบคุยกับคนที่รู้จริง และเต็มใจที่จะทำธุรกิจกับคนๆนั้นในด้านที่เขารู้จริง

หากท่านสามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายเชื่อว่า ท่านเชี่ยวชาญได้ (แบบไม่ขี้โม้)

ท่านจะได้ในสิ่งที่ท่านต้องการ

2. เล้าโลมด้วยความจริงใจ

ผู้คนสัมผัสได้ถึงสิ่งนี้ และท่านมีหน้าที่สื่อสารมันออกไปด้วยทุกอย่างที่ท่านมี

ความจริงใจคือ กุญแจสำคัญที่ทำให้ผมสามารถเป็น Top Sale ได้สมัยทำงานประจำ

ผมบ้าถึงขนาดที่ลูกค้าคนนึงบอกว่า มีงบ 10 ล้าน จัดเครื่องแรงๆให้พี่หน่อย

แต่ผมบอกไปว่า ผมโคตรอยากได้เงินลูกค้าเลยครับ แต่โรงงานลูกค้าใช้เครื่อง 1.8 ล้านบาทก็พอ

แน่นอนเคสนั้นผมขายได้ 1.8 ล้านบาท แต่ที่ตามมานี่สิ ฟินมาก

3. เล้าโลมด้วยความน่าเชื่อถือ

จำไว้เลยว่าถ้าสิ่งที่ท่านพูดมีน้ำหนัก และน่าเชื่อถือ

มันจะช่วยคลายความอึดอัดในใจของผู้มุ่งหวังได้

เล่นละครให้ตายยังไงลูกค้าก็จับไต๋ได้ ความน่าเชื่อถือตรงนี้เพิ่มได้จากความมั่นใจในสินค้าและการบริการของท่าน

4. เล้าโลมด้วยความคุ้นเคย

แหม่ คนเคยค้า ม้าเคยขี่ เอ้ย!

เอาเป็นว่าไม่มีใครอยากซื้อของจากคนแปลกหน้า

คนอยากซื้อของจากคนที่เขารู้สึกคุ้นเคย และข่าวดีคือ ท่านสามารถใช้เวลาไม่ถึง 3 วินาทีในการสร้างได้ (แต่ต้องกับคนที่เหมาะสมด้วยนะ ซึ่งมันไม่ใช่ทุกคนที่อยากคุ้นเคยกับท่าน)

5. เล้าโลมด้วยการชวนให้มีส่วนร่วม

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ชอบมีส่วนร่วม

Facebook รวยเป็นหมื่นล้านก็เพราะพลังนี้แหละ พลังของการมีส่วนร่วม (กับเรื่องชาวบ้าน)

วันที่ท่านเปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในธุรกิจของท่านคือ

วันที่ลูกค้าเปิดใจให้ธุรกิจของท่าน

6. เล้าโลมด้วยหลักฐานและข้อพิสูจน์

ลึกๆแล้วลูกค้าอยากให้สินค้าของท่านได้ผล เพราะเขาไม่อยากเสียหน้า

ดังนั้นเขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านพูดมากนัก

ทางเดียวที่ทำให้เขาเชื่อคือ ให้เขารู้จากปากของบุคคลที่สาม

นั่นคือ รีวิว และคำบอกเล่าจากคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวท่าน

7. เล้าโลมด้วยความซื่อสัตย์เป็นตัวของตัวเอง

ข้อนี้คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการขาย จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม

ข่าวดีคือท่านสามารถใช้ข้อนี้ได้ตลอดเวลาที่อยู่กับลูกค้า

อ้าว… แล้วถ้าหนูเป็นตัวของตัวเองแล้วลูกค้าไม่ชอบล่ะ?

อืมม แล้วจะยอมทรยศตัวเองเพื่อคนๆเดียวหรอ?

ทำธุรกิจคือ ความสัมพันธ์ระยะยาว อย่ามาใช้หลัก One Night Stand

แน่นอนมันมีมากกว่านี้ ซึ่งผมจะพูดถึงในบทความถัดๆไป

ทำไมไม่ Subscribe เพื่อรับ E-Mail จากผมล่ะ? เพราะทุกๆวันผมจะส่งคำแนะนำ เคล็ดลับ และเทคนิคที่ใช้ได้เลยไปให้

OHMPIANG

เจษ

อ่านต่อ >
Share

นักอุตุนิยมวิทยาโบราณ VS ตำรวจจราจร

เมื่อต้นเดือน Netflix จัดหนังเรื่องโปรดของผมเข้าให้อีกเรื่องนึง

จนบางครั้งผมคิดว่า ศัตรูอันดับหนึ่งของความสำเร็จไม่ใช่ทัศนคติแย่ๆ ไม่ใช่การผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ใช่อะไรเลย แต่เป็น Netflix เนี่ยแหละ ชอบเหลือเกินเอาหนังดีๆมาล่อในเดือนที่งานเยอะๆ (ถามว่า ดูไหม? ดูดิ 555)

หนังเรื่องที่ผมพูดถึงคือ The Day After Tomorrow เป็นเรื่องเกี่ยวกับวันสิ้นโลก น้ำแข็งละลาย น้ำท่วมโลก พายุหิมะเข้าฉับพลัน ครอบครัวพลัดพรากจากกัน จนต้องเดินเท้าฝ่าหิมะเพื่อมาหาลูก

Credit รูปภาพ 20th Century Fox / Business Insider

ผมจำเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมชอบหนังเรื่องนี้ แต่เจอกี่ครั้งก็ต้องหยุดดู และก็มีฉากนึงที่หงุดหงิดทุกครั้งเวลาดู ที่หงุดหงิดไม่ใช่เพราะอะไร เพราะมันเป็นฉากที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตบ่อยมากในทุกๆด้านของชีวิต โดยเฉพาะการทำธุรกิจ และการตลาด

ฉากนั้นคือ ฉากตอนที่พระเอกกับคนจำนวนหนึ่งวิ่งหนีน้ำเข้าไปติดอยู่ในห้องสมุดกลาง และมีคนตื่นขึ้นมาพบว่า ข้างนอกเต็มไปด้วยหิมะหนา พร้อมกับเห็นคนจำนวนมากออกมาเดินเพื่อหนีไปยังที่ๆพวกเขาคิดว่าปลอดภัย เลยวิ่งเข้าไปบอกทุกคนถึงสิ่งที่เขาเห็น

คนข้างในได้ยินดังนั้น ด้วยความตกใจ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และทำตัวไม่ถูก เลยหันไปหาคนที่พวกเขาคิดว่าน่าจะเป็น “ผู้นำ” ในตอนนั้นนั่นคือ ตำรวจจราจร

ซึ่งแน่นอน หลังจากการประมวลผลอย่างรวดเร็ว ทั้งน้ำเอย หิมะเอย อาหารเอย ความหนาวเอย แถมมีคนนึงบอกว่า ทางใต้ยังอุ่นอยู่ การอพยพเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตำรวจคนนี้จึงประกาศให้ทุกคนเก็บของ

เราจะเดินลุยหิมะออกไปยังที่ปลอดภัยก่อนที่หิมะจะสูงกว่านี้ ดีกว่าอยู่ตรงนี้แล้วรอวันตาย

ทีนี้พระเอกที่บังเอิญเป็นลูกชายของนักอุตุนิยมวิทยาโบราณที่ออกมาเตือนชาวบ้าน รวมไปถึงรองประธานาธิปดีที่บอกว่าคำเตือนของเขาไร้สาระตอนต้นเรื่อง ก็อยู่ไม่สุขละ

เพราะพ่อเขาเตือนว่า ให้หลบอยู่ในที่กำบัง อย่าออกไปข้างนอกเด็ดขาด

เขารีบวิ่งไปหาตำรวจคนนั้นเพื่อบอกว่า “อย่าออกไปนะ พวกมึงจะหนาวตาย อย่าาา”

ตำรวจหันกลับมาบอกว่า “ไอ้หนู… ทุกคนกลัวเหมือนกัน แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว Facebook ก็ปรับ เศรษฐกิจก็ไม่ดี เพราะงั้นเราต้องทำเหมือนที่คนอื่นทำกัน เราต้องหนีไปในที่ๆคิดว่าน่าจะปลอดภัย” (แฮ่… มันอดไม่ได้จริงๆ)

“ไม่ใช่อย่างนั้น (สึส) ถ้าออกไปพวกคุณจะหนาวตาย!”

แล้วบรรยากาศของทุกคนที่กำลังจะเดินออกไปก็ประมาณว่า… พูดอะไรอ่ะ

via GIPHY

“พ่อผมเป็นนักอุตุนิยมวิทยา เขาทำงานให้รัฐบาล เขาบอกให้อยู่ข้างใน ทำตัวให้อุ่น และรอพายุสงบ”

“แต่พวกกูจะหิว!”

ไม่ขนาดนั้นหรอก แต่ความกลัวอดตายเป็นเหตุผลสุดท้ายที่ตำรวจให้ไว้ก่อนต้อนผู้คนออกเดินทาง

สุดท้ายคน 90% ก็ตัดสินใจตามตำรวจจราจรไป และเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ (ผมว่า) เกือบทุกคนที่ออกไปก็ไปนอนแข็งตายกลางทางเพราะพายุหิมะแรงขึ้นเรื่อยๆ

ครั้งนี้แทนที่จะหงุดหงิดอย่างเดียว ผมดึงสติมาลองวิเคราะห์ดูว่า

เหตุใดคน 90% ถึงยอมตามตำรวจจราจรผู้นั้นออกไป ทั้งๆที่นักอุตุนิยมวิทยาที่ทำงานให้รัฐบาลน่าจะมีภาษีดีกว่าหลายขุม?

คิดยังไงก็ไม่พ้น 2 ข้อใหญ่ๆนี้

ข้อแรกเลยที่คิดได้ เพราะตำรวจในเครื่องแบบมี Authority


มันเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์อยู่แล้วที่เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นที่นอกเหนือการควบคุม จะมองหาที่พึ่งพาทันที และในเคสนี้คือ พี่ตำรวจจราจร ที่อยู่ๆก็ต้องลุกขึ้นเป็นผู้นำจำเป็น เพราะในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่แล้ว เขาคือผู้ที่ถึงพาได้ในยามคับขัน มันเป็น Authority ของเขา

อธิบายให้เห็นภาพง่ายขึ้น มันคล้ายๆกับ คิดจะพัก คิดถึง Kitkat

ข้อสอง มนุษย์เป็นสัตว์สังคม


จากคำกล่าวของอริสโตเติล “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ตามธรรมชาติแล้วต้องมีชีวิตร่วมกับบุคคลอื่นๆ พึ่งพาอาศัยกัน”

สังคม (ในที่นี้คือ ที่ๆมีคนเยอะๆ) = ปลอดภัย

ลองสังเกตดูว่า ร้านไหนคนเยอะ ก็จะมีคนเดินเข้าเรื่อยๆ ในขณะที่ร้านที่ขายของชิ้นเดียวกัน แต่ถ้ามีคนในร้านน้อย หรือไม่มีคน ก็จะแทบไม่มีใครเดินเข้าไปเลย

เคสนี้เพราะมีคนจำนวนมากออกมาเดินอพยพกัน สัญชาติญาณของสัตว์สังคมจึงตะโกนบอกว่า “เฮ้ย… มันโอเคนะ เพราะคนส่วนใหญ่เขาก็ทำกัน”

โอเคเลยเจษ พี่ Get ละ ถ้าวันนึงพี่ติดในห้องสมุดท่ามกลางวันสิ้นโลก แล้วมีหิมะตก กรูจะไม่เดินออกไป

เยี่ยมเลยพี่!

via GIPHY

แต่จะดีกว่าไหมถ้าจะเอาไปใช้ในด้านอื่นๆของชีวิตด้วย? เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก

เคสนี้ตำรวจจราจรผิดไหม?

ผมว่าไม่นะ เขาแค่ทำในสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุด ณ เวลานั้น

แล้วใครผิด?

ไม่มีไง แต่ทุกการตัดสินใจย่อมเกิดผลที่ตามมา

ในธุรกิจก็เช่นกัน ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร อย่าดูแค่คนไหนเสียงดัง คนไหนมี Authority หรือตัดสินใจด้วยแค่ ก็คนส่วนใหญ่เขาทำกันแบบนี้

ท่านต้องตัดสินใจบนพื้นฐานที่ว่า

  1. จริงๆแล้วท่านต้องการผลลัพธ์แบบไหน?
  2. ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ท่านยอมรับได้ไหม?

แล้วพบกันบทความหน้าครับ

OHMPIANG

เจษ

อ่านต่อ >
Share
>