Podcast Archives | OHMPIANG
All posts in "Podcast"

OHMPIANG IS REAL! บทสัมภาษณ์คนธรรมดาๆ พูดจาเนิบๆ ที่ชีวิตเปลี่ยนไป จาก Ad โฆษณาเพียง 1 Ad

หมายเหตุ : OHMPIANG IS REAL ใน Podcast นี้ไม่ได้แปลว่าที่นี่คือของจริง แล้วมีใครเป็นของปลอม เหตุผลหลักที่ใช้คำนี้ท่านสามารถฟังได้ในบทสัมภาษณ์สุดพิเศษนี้

บทสัมภาษณ์คุณไกด์ นักขายและนักการตลาดขี้อาย พูดไม่เก่ง ไม่มีความรู้เรื่องออนไลน์ แต่ตอนนี้มีธุรกิจที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเป็นตัวเลขถึง 10 หลักด้วยกัน

(ขออภัยล่วงหน้าเรื่องเสียงอันเป็ดเทศ แหบแห้ง และไม่มีแรงของผม ทนๆเอาหน่อยเน้อ พอดีว่างพร้อมกันวันเดียว และหวยก็ออกที่ปอดผม)

สิ่งที่ท่านจะได้ฟังจาก Podcast นี้

  • ครั้งแรกที่ลองทำออนไลน์ ก็ทำยอด 1,130,000 บาทได้ภายใน 4 วันอย่างน่าอัศจรรย์
  • เป็นพนักงานประจำธรรมดาที่มีความฝันอยากเปิดธุรกิจส่วนตัว
  • หนังสือเบื้องหลังการได้มาซึ่งโปรเจค 10 หลัก
  • ทำไมแค่อ่านโพสท์ และ E-Mail ของ มนุษย์ถ้ำ ก็โคตรคุ้มแล้ว
  • ความมหัศจรรย์ของหนังสือโบราณที่บอกไม่ถูกว่าดียังไง แต่รู้ว่าดี
  • วิธีติดตาม และใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของ มนุษย์ถ้ำ อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • เคล็ดลับ แนวทาง และแนวคิดที่ใช้ในการพลิกตัวเองขึ้นจากคนที่นอนเป็นผักบนเตียง สู่เจ้าของธุรกิจที่ใช้ชีวิตมีความสุขขึ้นมากมาย
  • ทำไมถึงบอกว่า OHMPIANG IS REAL?
  • ความโชคดีแบบน่าเหลือเชื่อที่ทำให้เดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
  • สิ่งที่ต้องทำก่อน “เรียนรู้” ศาสตร์ลึกลับของ OHMPIANG (สำคัญมาก)
  • ขุมทรัพย์ที่ท่านอาจจะมองข้ามไป…

ไอเท่มลึกลับที่เกี่ยวข้องกับ Podcast ตอนนี้

เบื้องหลังการคว้าโปรเจคมูลค่า 10 หลัก

หนังสือ Tested Selling : เดชคัมภีร์ลับ นักขายนอกตำรา

อ่านตัวอย่างได้ที่ >> https://ohmpiang.com/tested-selling/

แค่ประโยคเดียวก็คุ้มแล้ว!

THE OHMPIANG LETTER จดหมายลึกลับรายเดือนจากมนุษย์ถ้ำ ราคาเดือนละ 1,890 บาท

อ่านรายละเอียดได้ที่ >> https://ohmpiang.com/the-ohmpiang-letter/

อ่านต่อ >
Share

New High! 2 วัน 1.5 ล้านบาท ไม่ยิง Ad ใช้เพียง 1 เทคนิค จาก หนังสือโบราณ Intensive Copywriting

คำเตือน – Podcast นี้มีเนื้อหาและภาษาค่อนข้างรุนแรงพอควร ไม่เหมาะสำหรับคนคิดบวกที่มโนว่าการหักหลังคนเป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจ

สัมภาษณ์พิเศษ! เจาะลึกกลยุทธ์ธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด เทคนิคการเขียน Copywriting กับ เจ้าของโรงเรียนกวดวิชา เล็กๆ ในหมู่บ้าน ที่ฝ่าวิกฤติรุนแรงขั้นหายนะถึง 4 ครั้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 10 ปี

  • จุดเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยคำดูถูกเหยียดหยาม
  • จากเด็กวัยรุ่นไม่เอาอะไรเลย มาตั้งตัวเป็นครูสอนโรงเรียนกวดวิชา
  • ญาติผู้ใหญ่ตราหน้าว่า จะทำให้ชีวิตพ่อแม่บัดซบในบั้นปลาย

สู่เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ล่าสุด ทำ New High สูงสุดตั้งแต่เริ่มธุรกิจมา

ยอดขาย 1.5 ล้านบาท ในเวลาแค่ 2 วัน โดยไม่เสียเงินยิง Ad แม้แต่บาทเดียว

ใน Podcast พิเศษนี้ ท่านจะได้ฟัง

  • วิธีที่ง่ายที่สุดในการดึงดูดลูกค้านิสัยน่ารัก และคุณภาพสูง
  • หนทางเรียบง่ายสู่การมีนักเรียน 100 คนในเวลา 4 ปี
  • วิกฤติครั้งแรก จากการมีลูกค้าเยอะเกินไป
  • เหตุผลอันน่าสะพรึง ทำไมยิ่งลูกค้าเยอะ ถึงขาดทุน
  • วิกฤติครั้งที่สอง จากการมีลูกค้าเยอะเกินไป (อีกแล้ว)
  • แนวคิดการขยายธุรกิจฉบับมนุษย์ต้นทุนน้อย
  • วิกฤติครั้งที่สาม จากคนขี้อิจฉา
  • การพานพบกับ วิถีมนุษย์ถ้ำ ครั้งแรก และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแทบทันที
  • วิกฤติครั้งที่สี่ที่อันตรายเกือบถึงชีวิต จากลูกน้องใกล้ตัวที่ปั้นมากับมือ
  • แนวทางการปฏิบัติเมื่อโดนลูกน้องคนสนิทแทงหลังมิดด้าม
  • วิธีรับมือของเก๊ ของปลอมทำเหมือน และพวกขี้ก๊อป
  • ข้อดีอย่างเดียวของพวกของเก๊ ของปลอมทำเหมือน และพวกขี้ก๊อป
  • กลยุทธ์สู่ New High สุดอลังการ ยอด 1.5 ล้านบาท ใช้เวลา 2 วัน โดยไม่ยิง Ad แม้แต่บาทเดียว
  • สูตรโกงในการทำธุรกิจ THE OHMPIANG LETTER

หนังสือที่ถูกเอ่ยถึงใน Podcast นี้

1. Scientific Advertising

อ่านตัวอย่างได้ที่ >> https://ohmpiang.com/scientific-advertising/

2. Adams : The Story of Successful Businessman

อ่านตัวอย่างได้ที่ >> https://ohmpiang.com/adams-story-of-successful-businessman/

3. Tested Selling – เดชคัมภีร์ลับนักขายนอกตำรา

อ่านตัวอย่างได้ที่ >> https://ohmpiang.com/tested-selling/

4. Intensive Copywriting (พระเอกของ Podcast นี้)

อ่านตัวอย่างได้ที่ >> https://ohmpiang.com/intensive-copywriting/

หมายเหตุ – ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง บวกกับกลยุทธ์ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่เจ้าของธุรกิจรวบรวมตลอดเวลาที่ทำธุรกิจมา

อ่านต่อ >
Share

บทเรียนการขายครั้งสำคัญ ที่แลกมาด้วยเลือด เหงื่อ หยดน้ำตา ไข้ขึ้นสูง และแมลงเต็มปาก

Podcast ตอนพิเศษนี้ผมทำขึ้นมาเมื่อปีที่แล้วตอนเปิดตัวแอพ OHMPIANG และมีคนเข้ามารีวิว 5 ดาวครบ 100 รีวิวทั้งใน App Store และ Play Store

Episode นี้ผมจะมาพูดถึงบทเรียนการขายครั้งสำคัญที่ผมแลกมาด้วยเลือด เหงื่อ หยดน้ำตา ไข้ขึ้นสูง และแมลงเต็มปาก

บทเรียนนี้ช่วยให้ผมขายของได้แบบไม่เสียเวลา แถมยกระดับให้ผมแตกต่างจากนักขายทั่วๆไปด้วย

สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ The OHMPIANG Podcast Episode พิเศษ

สำหรับ Episode นี้ตามสัญญาที่บอกว่าได้รีวิว 5 ดาวครบ 100 รีวิว

ใครรีวิว 5 ดาวก็ขอให้ได้ความรู้ไปตามจำนวนดาวที่ให้ผมเอาไว้นะครับ

Episode นี้ผมจะมาพูดถึงบทเรียนการขายครั้งสำคัญที่ผมแลกมาด้วยเลือด เหงื่อ หยดน้ำตา ไข้ขึ้นสูง และแมลงเต็มปาก

บทเรียนนี้ช่วยให้ผมขายของได้แบบไม่เสียเวลา แถมยกระดับให้ผมแตกต่างจากนักขายทั่วๆไปด้วย

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ… ผมว่ามีไม่ต่ำกว่า 7 ปี

ตอนนั้นเพิ่งเริ่มทำงานเป็น Sale ขายเครื่อง 3D Printer ใหม่ๆ และกำลังดิ้นรนหาแนวทางของตัวเอง

ถ้าท่านไม่รู้หรือไม่เคยฟังผมมาก่อนเนี่ย รู้ไว้ได้เลยครับ ผมเป็น Sale ที่กากและง่อยมากที่สุดคนนึงเลย ไม่แน่ใจว่าพูดใน Podcast ไหน น่าจะ Podcast พิเศษสำหรับคนสั่ง Tested Selling ถ้าว่างก็ลองค้นๆดูนะครับ

และเหตุการณ์ที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ก็อยู่ในช่วงที่ผมกำลังดิ้นรนพอดีเลย ถึงตอนนั้นจะเริ่มทำยอดได้แล้ว แต่ก็ลูกผีลูกคนอยู่

เรื่องมีอยู่ว่า ช่วงที่ผมกำลังหัดขายของ เวลาเจอเพื่อนเก่าผมจะทิ้งท้ายเสมอว่า

“เฮ้ย ถ้าอยากให้ไปช่วยขายอะไร บอกกูนะ กูไปช่วยได้ ตอนนี้กูเป็น Sale”

สำหรับผมเนี่ย ความรู้ที่ได้เรียนจากหนังสือ หรือคนที่สำเร็จแล้วนี่ สำคัญนะ แต่มันไม่มีประโยชน์เลยถ้าไม่ได้เอาไปใช้

ตอนนั้นผมเลือกแล้วว่า ถ้าอยากได้เงินต้องขายของให้เป็น และขายของให้ได้ ผมเลยทุ่มกับการฝึกขายแบบเต็มร้อย ใครชวนไปขายอะไร ผมไปหมด และทุกวันนี้ยังขอบคุณตัวเองเลยที่กล้าทำอะไรบ้าๆตอนนั้น

เคสนี้ก็เหมือนกัน เกิดจากการที่เพื่อนผมคนนึง ชื่ออีนัท (นามสมมติ) มันโทรมาชวนไปขายปุ๋ย

มันมีคนรู้จักทำสวนอยู่ภาคเหนือ และน่าจะปิดได้ล็อตใหญ่

ผมดูตารางแล้ว ช่วงที่มันชวนตรงกับที่จะไปปฏิบัติธรรมจังหวัดใกล้ๆพอดี เลยตอบตกลงไป แล้วบอกให้มันจองตั๋วเลย

มันบอกว่า นั่งรถไฟนะเว้ย กูไม่มีเงิน

ผมบอกว่า รถทัวร์ไม่ดีกว่าหรอวะ ปกติไปขายของกูชอบนั่งรถทัวร์

มันบอกว่า รถไฟแหละ ประหยัดดี สนุกกว่า เดี๋ยวกูจองที่ดีๆให้

ด้วยความที่ขี้เกียจเถียง เลยเออออไปกับมัน และก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก

เมื่อวันนัดพบมาถึง… มันยื่นตั๋วให้ผม

ผมจำได้แม่นเลยว่า อึ้งไปประมาณ 5 วิ เพราะมันเป็นตั๋วพัดลมชั้น 3

คือไม่ได้อะไรนะ แต่ที่ผมนึกไว้คือ ตั๋วตู้นอน ไม่ก็ตั๋วตู้แอร์ก็ยังดี แต่นี่มันให้ผมไปนั่งตั๋วพัดลมชั้น 3 ค้าบบ

ถ้าท่านไม่เคยนั่งรถไฟ ตั๋วพัดลมชั้น 3 เนี่ย มันเป็นตู้ต้อนรับธรรมชาติ หน้าต่างทุกบานจะเปิดออก ส่วนที่นั่งมันเหมือนเอาม้านั่งไม้ยาวๆมาตอกตะปูไว้บนรถไฟ พัดลมเนี่ยก็แลดูเหมือนจะหลุดออกมาฟันหัวคนนั่งได้ตลอดเวลา ถ้ามันหมุน

แต่ตู้ที่ผมนั่งพัดลมมันหมุน 5 นาทีหยุด 30 นาที และไม่มีตะแกรงกั้น

ม้านั่งที่ผมนั่งก็น็อตหลวมๆ โยกได้ ขยับได้

ท่านเคย คุยกับตัวเองว่า ชิบหายละ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินทางไหม

วันนั้นน่ะ ผมอย่างนั้นเลย

ชิบหายเอ๊ยยย ไอ้เจษเอ๊ยยย ทำไมมึงพลาดแบบนี้

ผมมองหน้ามัน มันมองหน้าผม ด้วยความที่ลั่นวาจาออกไปแล้ว ก็ต้องไปให้ถึงที่สุด

14 ชั่วโมงบนนั้นเป็นอะไรที่เลวร้ายมากครับพี่น้อง

เพราะผมไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย มีแค่แจคเก็ต เสื้อยืด กางเกงยีนส์ และชุดปฏิบัติธรรม

ช่วงออกเดินทางใหม่ๆนี่ยังเป็นช่วงหัวค่ำอยู่ ต้องคอยสู้กับกองทัพยุงทุกครั้งที่จอดสถานี บางสถานีนี่นึกว่าอยู่ในป่า ทั้งมืด ทั้งรก ทั้งวังเวง ทั้งหมาหอน ทั้งยุงที่กัดได้สะดุ้งมาก

คือผมไม่ชินไง ไม่ได้กระแดะนะ คนมันไม่ชินนี่หว่า

พอผ่านเขตเมืองไปได้หน่อย เริ่มไม่ค่อยจอดถี่ ยุงเริ่มซา ก็พอจะนอนได้บ้าง ไม่ใช่ล้มตัวลงนอนนะ เพราะตู้เต็ม แย่งอากาศกันหายใจสุดฤทธิ์

หลับๆได้แป๊บเดียวก็จอดสถานี ทุกสถานีจะมาพร้อมเสียงเคาะ ไก่ย่างคร้าบ ไก่ย่าง ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ข้าวต้มมัดคร้าบ

หงุดหงิดสุดๆ แต่ก็ได้แต่ท่องไว้ว่า ใกล้แล้วๆ ยกขึ้นดูนาฬิกา 4 ทุ่ม โอ้วพระเจ้า เพิ่ง 4 ทุ่ม หันไปมองรอบๆ ทุกคนหน้าตาคร่ำเครียดหมด ทำอะไรไม่ได้ทำได้อย่างเดียวคือ กลั้นใจนอน

ครั้งนี้นอนได้นานพอสมควร แต่ก็มีเหตุให้ต้องสะดุ้ง เพราะรู้สึกเจ็บๆตรงแก้ม

ลืมตาขึ้นมานี่แทบร้องครับ ทั้งมด ทั้งจิ้งหรีด ทั้งตั๊กแตน ทั้งแมลงปอนี่เต็มตัวไปหมด และผมมั่นใจว่าแมลงปอมันบินออกจากปากผมไปด้วย

อยากจะกรีดร้องดังๆ แต่อดกลั้นเอาไว้ เพราะหันไปมองรอบๆตู้ สถานการณ์เลวร้ายไม่แพ้กัน

พวกนอนหลับปากหวอนี่ มึงหนังผีชัดๆ
ทำอะไรไม่ได้ๆแต่พยายามปัดไปทางคนอื่น แล้วเอาแจคเก็ตมาคลุมไว้ให้มิดชิดที่สุด จากนั้นก็สลบไป

ตื่นมาพบกับข่าวดีว่า รถไฟขัดข้อง… มันเลือกช่วงขัดข้องได้เทพมากๆ เพราะขัดข้องเอากลางป่าพอดีเป๊ะ มองไปทางซ้ายคือ ป่าทึบ ทางขวาคือ หน้าผา ผมนี่เหงื่อท่วมยิ่งกว่าอาบน้ำเลย เพราะไม่มีลมแม้แต่น้อยตอนนั้น และค้างอยู่แบบนั้นเกือบ 2 ชั่วโมง

สุดท้ายถึงที่หมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ

ผมไข้ขึ้นสูงทันที เพราะแทบไม่ได้นอน

ยังดีลูกค้ามารับถึงสถานี และพาไปซื้อยา

ผมได้นอนแป๊บนึง และก็ต้องออกไปขายของ เพราะนัดเอาไว้ตอนบ่าย

นึกสภาพคนไข้ขึ้นสูง เพิ่งซัดยาทุกขนานที่นึกออกเข้าไป ได้นอน 3 ชั่วโมง
เพิ่งผ่านประสบการณ์แมลงเต็มปากมา

เรียกได้ว่าไม่มีอะไรพร้อมแม้แต่น้อย แต่ The Show Must Go On

ผมปั้นหน้าให้ปกติที่สุด ก่อนเจอลูกค้านัดแนะกับอีนัทอย่างดีว่าใครจะพูดจะทำอะไรบ้าง

และแล้วช่วงเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง…

ลูกค้ามาแบบ Friendly มาก หลังจากเห็นผลลัพธ์ที่จะได้ไม่ถึง 2 นาทีก็เปิดมาเลยว่า

“ผมพร้อมลองนะ เพราะทุกปีผมก็ลองสูตรใหม่ๆอยู่แล้ว”

ผมได้ยินเท่านั้นแหละ ผมยิ้มเลย ในใจคิด คุ้มแระที่กูกินแมลงเข้าไป

ผมถามต่อว่า “ปกติพี่ทดลองกี่ไร่ครับ และพี่ตั้งงบทลองไว้เท่าไหร่”

ลูกค้าตอบว่า “ปกติผมลองประมาณ 50 ไร่นะ เรื่องงบไม่ใช่ปัญหาจากเท่าที่พี่ดู พี่ตัดสินใจได้เลย อีกอย่างพี่เชื่อใจนัทด้วย”

ผมเริ่มระรื่นขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเป็นสัญญาณที่ดี

“ถ้างั้นพวกผมคำนวนให้นะครับว่า 50 ไร่ใช้อะไรเท่าไหร่ และออกมาเป็นเงินกี่บาท”

“ได้เลยครับ” ลูกค้าตอบ

“เอ้อ แล้วพี่สะดวกจ่ายเงินสดหรือโอนเอาครับ?” ผมถามเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

“เงินสดครับ เนี่ยเตรียมมาให้แล้ว” ลูกค้าผมตอบ

มาถึงตรงนี้ ประสบการณ์ของผมบอกว่าให้หยุดขาย และเริ่มเก็บเงินได้เลย

ผมหันไปหาอีนัทและบอกให้อีนัทบอกว่า ลูกค้าต้องจ่ายเงินเท่าไหร่?

แต่อีนัทหาได้พูดเช่นนั้นไม่… แทนที่มันจะบอกว่า “สำหรับ 50 ไร่ สูตรที่ดีที่สุดคือ… และค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่เท่านี้หมื่นบาท” อย่างที่เตรียมกันเอาไว้

อีนัทกลับควักเอาโบรชัวร์ขึ้นมาต่อหน้าต่อตาผม พร้อมกับเริ่มอธิบายคุณสมบัติของสินค้าอย่างละเอียด

ตั้งแต่ว่าตัวนี้ใช้ยังไง ผสมยังไง รวมไปถึงเคสทั้งหมด ตามที่มันท่องมา

ผมจำได้เลยว่า รู้สึกถึงความร้อนแผ่ออกมาจากตัว ไม่รู้จากพิษไข้ หรือจากความโกรธ

5 นาทีผ่านไป ลูกค้าจากยิ้มๆ กลายเป็นหน้าเริ่มนิ่ง ผมเริ่มสะกิดมันถี่ขึ้น จนมีครั้งนึงมันหันมาบอกว่า กูรู้แล้ว แต่กูคิดว่าตรงนี้สำคัญ กุเตรียมมาดี ตอนนั้นผมเบลอไปเรียบร้อยแล้ว

10 นาทีผ่านไป ลูกค้าเริ่มเล่นมือถือ ทั้งๆที่นั่งกันบนโต๊ะเล็กๆ และเริ่มมองซ้ายมองขวาเหมือนดูว่าจะมีใครเดินเข้ามาในห้องไหม

15 นาทีผ่านไป อีนัทท่องทุกอย่างจนมันพอใจ และจบลงแบบสวยๆด้วยคำถามว่า “นัทว่ามันดีมากๆเลยนะสำหรับสวนของพี่ พี่ว่าไหม?” แล้วทุกอย่างก็เงียบไป…

ก่อนที่ผมจะทันอ้าปากพูดอะไร… ลูกค้าพูดขึ้นมาว่า
“ผมก็ว่ามันดีนะ แต่ขอคิดดูก่อนนะ ผมไม่รู้ว่าหุ้นส่วนที่บ้านจะว่ายังไง”

เชดด มึงพูดยังไงวะ พูดจนหุ้นส่วนลูกค้าแม่งงอกออกมาจากไหนก็ไม่รู้ จากตอนแรกเจ้าของคนเดียว

ผมยังพยายามทำใจดีสู้เสือ ถามว่า “เอ่อแล้วเรื่องแปลงทดลอง”

ลูกค้าตัดบทเลย “นั่นแหละ ปกติหุ้นส่วนผมดูเรื่องแปลงทดลอง เอ้อพอดีผมมีนัดต้องรีบไปละ”

แล้วเขาก็ลุกออกไปเลย…

ตอนนั้นผมเบลอไปหมดละ แต่ยังพอจำวินาทีที่หันไปมองหน้าอีนัทได้ แล้วบอกว่า

“มึงต้องการอะไรวะ? มึงไม่รู้หรอว่าเขาพร้อมควักเงินให้มึงแล้ว”

อีนัทตอบว่า “กุรู้เว้ย แต่กูอดไม่ได้ที่จะต้องพูดทั้งหมด กุขอโทษละกัน กุก็ fail พอๆกับมึงแหละ กุรู้สึกว่าถ้าพูดไม่หมดมันเหมือนไม่ได้มาขายของว่ะ”

ใช่ครับ เคสนี้เป็นเคสที่ fail ทั้งๆที่ไม่น่า fail และโชคดีเป็นของอีนัทที่วันต่อมาผมไปปฏิบัติธรรมพอดี
ไม่งั้นผมก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

บทเรียนสำคัญที่ผมได้รับ และมันตอกย้ำในสิ่งที่ Tested Selling พูดไว้ในบทที่ 12 ว่า

ให้มองหาสัญญาณว่า ขายได้ชัวร์

ยิ่งมีประสบการณ์มากเท่าไหร่ จะเห็นสัญญาณเร็วขึ้น

เมื่อเห็นแล้วอย่าลืมคว้าเอาไว้ ไม่ใช่พล่ามต่อให้จบ เพราะการพูดต่อในขณะที่สัญญาณมาแล้ว บ่งบอกว่า ท่านเป็นนักขายที่แย่มาก และโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจมีสูงมาก

เคสนี้ถึงผมจะยังประสบการณ์น้อยแต่สัญญาณมันชัดมากๆ และมันก็จริงดังที่หนังสือพูด เพราะลูกค้าเปลี่ยนใจทันทีที่พล่ามแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ

เพราะงั้นสำหรับผมแล้ว งานขายนี่สามัญสำนึกล้วนๆ

ถ้าวันนี้ท่านเข้าใจมนุษย์ เข้าใจลูกค้า ท่านไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง ไม่จำเป็นต้องรู้เยอะ
ไม่จำเป็นต้องมีพลังในการนำเสนอบ้าบออะไรแม้แต่น้อย

ถ้าอยากขายของเป็น คำถามที่ต้องถามตัวเองคือ

อยากจะรวยจริงๆ หรือแค่อยากจะรู้สึกว่าขายเป็น

ถ้าคำตอบคืออยากจะรวย
ก็แค่ออกไปขาย ออกไปฝึก ออกไปทำความรู้จักลูกค้า ประสบการณ์พวกนี้ไม่ต้องเสียเงิน แต่ถ้าได้มันจะติดตัวไปตลอดชีวิต

แต่ถ้าแค่อยากจะรู้สึกว่าขายเป็น ผมว่าท่านจะเหนื่อยเรียนรู้ไปอีกนานเลยแหละ เพราะท่านจะไม่มีวันรู้สึกว่าขายเป็นต่อให้เสียเงินเรียนเยอะแค่ไหนก็ตาม จนกว่าท่านจะได้ปิดการขายคามือด้วยตัวท่านเอง

ทุกวันนี้คุยกับ Sale เก่งๆ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองขายเป็น หรือขายเก่ง

เค้าก็แค่ออกไปขายอะ มันแค่นั้นจริงๆนะ

อยากขายเป็น ก็แค่ขาย ไม่มีเทคนิคอะไรซับซ้อน

ถ้าอยากเสียเงินเพื่อเรียนเรื่องการขายมากขนาดนั้น บอกผมได้ เด๋วจัดให้

รับรองว่ามันจะราคาสูง และเนื้อหาจะไม่เยอะ

อืม…

เอาเป็นว่า Episode นี้ก็พอเท่านี้ดีกว่า เดี๋ยวงานเข้า

ขอให้โชคดี และหวังว่าจะได้อะไรจาก Episode นี้ ไม่มากก็น้อยครับ

อ้อ วันที่ 15 นี้ ผมมี Update เรื่อง Private Workshop นะ

เดี๋ยวจะใส่ไว้ให้ในแอพเฉพาะในส่วนคนที่เรียน Copywriting

ใครสนใจมาหลังไมค์กับทีมงานหน่อยนะครับ

ถ้าเยอะจะได้จัด ถ้าน้อยจะได้ไม่จัด

เตือนไว้เลย ก่อนจะหลังไมค์มา ว่า Private Workshop ผมไม่มีราคาต่ำกว่า 6 หลักแน่นอน

(เรื่อง Workshop ไม่มีอีกแล้วนะครับ ขออภัยด้วย ธาตุขี้เกียจเข้าแทรกสูง)

แล้วพบกันใหม่ Episode หน้าคร้าบ

ท่านสามารถ Download แอพ OHMPIANG ได้ที่

App Store >> http://bit.ly/ohmpiangappstore

Play Store >> http://bit.ly/ohmpiangappplaystore

อ่านต่อ >
Share

3 ขั้นตอนสู่การทำ Content ที่น่าสนใจมากขึ้น น่ารำคาญน้อยลง

เคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ไหมครับ? นั่งอยู่ในวงสนทนาที่วนอยู่กับที่ไม่ไปไหน หรือไม่รู้ว่าที่คุยๆอยู่เนี่ย ต้องการอะไรในชีวิต

ตอนแรกมันก็ยังโอเคอยู่บ้าง (ความเกรงใจ + ให้โอกาสมันอีกหน่อย) แต่พอเริ่มออกทะเลไปเรื่อยๆ เริ่มไม่เกี่ยวกับชีวิตท่านมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มจะฟังแล้วสูญเสียพลังชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ

มากจนท่านเริ่มจะนั่งภาวนาขอให้มีโทรศัพท์สำคัญเข้ามา (หรือโทรศัพท์ไม่สำคัญแต่ท่านทำให้มันสำคัญได้)

คงจะพอเห็นภาพเนอะ… มันน่าเบื่ออ่ะ โคตรน่าเบื่อเลยสถานการณ์ประเภทนั้น น่าเบื่อไม่พอ บ่อยครั้งที่มันน่ารำคาญด้วย และที่สำคัญตัวต้นเหตุมักจะไม่ค่อยรู้ตัวด้วย

เพราะฉะนั้นเวลาที่ท่านทำ Content ไม่ว่าจะลงสื่อไหนก็ตาม พยายามอย่าทำ Content ให้กลุ่มเป้าหมายตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นนะครับ เพราะเขาจะไม่ทนกัน

งาน Copywriting ของผมในฐานะ Direct Response Copywriter ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำ Content ทั่วๆไปโดยตรง แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง Comment เกี่ยวกับ Content ของลูกค้า

ซึ่งผมบอกได้เลยว่า เกิน 99% ทำออกมาได้ดีมากๆอยู่แล้ว ในแง่ของ Production ไม่ว่าจะแนวการเขียน, รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ

ผมสามารถตอบได้เลยโดยไม่รู้จักกันว่า “ท่านทำได้ดีมากๆอยู่แล้ว” เชื่อผมสิ เพราะงั้นไม่ต้องห่วงตรงนั้นเลย

สิ่งที่น่าห่วงรู้ไหมคืออะไร?

สิ่งที่น่าห่วงมากๆเลยคือ “ทำไปเพื่ออะไร?”

ผมเจอบ่อยที่สุดละ เขียนดี ทำดี ทุกอย่างดีหมดตามตำราที่สอนๆกันเป๊ะ อ่านจบปุ๊บ คำถามแรกคือ… จะสื่ออะไรอ่ะครับ?

มันเป็นคำถามที่ทำให้คนฟังอึดอัดมากๆเลย และเกือบทุกครั้งคนที่โดนคำถามนี้เข้าไปจะทำหน้าแบบเดียวกัน

ประเด็นคือ การสร้าง Content แบบไม่มีจุดมุ่งหมายนั้นเสียเวลาของตัวท่านเอง และที่แย่ไปกว่านั้นมันเสียเวลาของกลุ่มเป้าหมายของท่าน

กลุ่มเป้าหมายของท่านต้องการอะไรที่มีประโยชน์ ไม่เวิ่นเว้อ และตรงประเด็น

และบทความนี้ก็จะมาช่วยไกด์ให้ท่านทำได้แบบที่กลุ่มเป้าหมายของท่านต้องการ

ขั้นที่ 1 : คุยกับตัวเองสักนิดก่อนคิดจะทำอะไร

ตามหลักแล้วก่อนที่จะเริ่มเขียนหรือทำอะไรก็ตามเกี่ยวกับ Content ท่านควรจะถามตัวเองด้วยคำถาม 2 ข้อ

ข้อแรก… ท่านต้องการอะไรจาก Content นี้?

ข้อสอง… อะไรคือสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายของท่านจะได้รับจาก Content นี้?

สิ่งที่จะได้รับจากการทำ Content ดีๆมีเยอะมาก ตั้งแต่ Branding ยันยอดขายที่มาเยอะๆ และมาเรื่อยๆ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นด้วยการหวังพึ่ง Content เพียงชิ้นเดียวที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบทุกโจทย์ (แต่มันไม่มีในโลกไง Content แบบนั้นอะ)

ท่านต้องเลือกมาสักอย่างว่าต้องการอะไรจาก Content ที่กำลังทำอยู่ จะได้ไม่สับสนทั้งคนทำและกลุ่มเป้าหมาย

และเหนือสิ่งอื่นใด เหนือกว่าความต้องการของท่านคือ ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

ท่านต้องตอบให้ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของท่านจะได้รับอะไรจาก Content ที่ท่านจะทำ

ขั้นที่ 2 : ก็แค่เขียน และเขียนให้มนุษย์ทั่วไปอ่าน ไม่ใช่เขียนเอารางวัลซีไรท์

หลังจากตอบคำถาม 2 ข้อเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือทำในแบบที่ท่านถนัด

แต่จากประสบการณ์ของผม เมื่อในใจของท่านมีคำตอบที่สำคัญ 2 ข้อเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างจะราบรื่นด้วยตัวของมันเอง

คำแนะนำของผมก็คือ ทำไปตามสัญชาติญาณ นึกอยากเขียนอะไรก็เขียนลงไป ไม่ต้องไปคิดมาก ไม่ต้องไปกลัวยาวเกินไป

มีอะไรผุดขึ้นมาในหัวก็เขียนลงไป

สิ่งที่ต้องทำก็คือ เขียน…

สิ่งที่ไม่ต้องทำคือ คิด…

ใช่ครับ มันดูขัดๆกัน แต่ Content ที่ดีและมีประสิทธิภาพส่วนใหญ่ก็เป็น Content ที่มาตามธรรมชาติ

ถ้าจะให้บอกว่ามันคือ Content ที่มาตอนที่ใจรู้ว่าต้องการอะไรอย่างชัดเจนแล้วก็ว่าได้

มันมีช่วงเวลานั้นจริงๆ แต่อาจจะต้องอาศัยการฝึกฝนสักหน่อย

ยิ่งเขียนบ่อย ยิ่งฝึกฝนบ่อยๆ ท่านจะคล่องขึ้น เขียนได้เร็วขึ้น และเริ่มคิดน้อยลง

ซึ่งบ่อยครั้งการเขียนตามใจชอบแบบมีคำตอบ 2 ข้อในใจแบบไม่ต้องไปกังวลอะไรมาก จะได้ผลลัพธ์ที่ทำให้ท่านประหลาดใจ

ขั้นที่ 3 : ปล่อยให้ Content หายใจ เหมือนไวน์ที่เพิ่งเปิดใหม่ๆ

ถ้าท่านเคยสั่งไวน์มาดื่มตอนไปร้านอาหาร ท่านอาจจะเคยสังเกตว่าตอนเปิดขวด บริกรที่มีประสบการณ์จะไม่รีบเปิดแล้วเททันที เขาจะพักไวน์ไว้ระยะเวลาหนึ่งจากนั้นค่อยเทออกมาให้ชิม

ผมเคยถามผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ (เพราะผมไม่ใช่) เขาบอกว่า มันเป็นกระบวนการที่ทำให้ไวน์ได้ “หายใจ”

Content ของท่านก็เช่นกัน ให้มันหายใจบ้างก่อนที่จะส่งมันไปทำหน้าที่

การให้ Content ของท่านหายใจ ไม่ได้แปลว่าจะทำให้มันมีคุณภาพสูงขึ้นด้วยตัวมันเอง แต่มันจะช่วยให้ท่านเองนั่นแหละได้ทบทวนอะไรบางอย่างอีกครั้งหนึ่ง

ระยะเวลาที่ดีที่สุดที่จะปล่อยให้ Content หายใจคือ 24 ชั่วโมง

จากประสบการณ์แล้ว ภายใน 24 ชั่วโมงที่ใจท่านไม่ได้จดจ่อกับ Content นี้ จะช่วยให้ท่านมีไอเดียใหม่ๆบางอย่างเกิดขึ้น

มันจะเป็นอะไรที่ท่านมองไม่เห็นมาก่อน และผมบอกได้เลยว่า ของดีจะอยู่ตรงนี้แหละ

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น ก่อนที่จะโพสท์หรือเผยแพร่ Content ผมอยากให้กลับไปที่คำถาม 2 ข้อนั้น

ข้อแรก… ท่านต้องการอะไรจาก Content นี้?

ข้อสอง… อะไรคือสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายของท่านจะได้รับจาก Content นี้?

และเมื่อไหร่ก็ตามที่คำตอบชัดเจน โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะรำคาญ Content ของท่าน แทบจะไม่มีเลย

ที่สำคัญท่านจะได้รับผลลัพธ์ที่ท่านต้องการ

ทีนี้ถ้าท่านกำลังประสบปัญหาค่า Ad แพง Content ทำไปก็ไม่มีคนสนใจ

หรือที่เจ็บช้ำยิ่งกว่าคือ

ทำไปแล้ว Viral แล้ว คนแชร์เยอะมากมาย แต่ยอดเงินกลับไม่กระดิกตามยอดแชร์

ท่านไม่ได้เจอกับปัญหานี้คนเดียวครับ

ผมแนะนำให้เริ่มต้นเปลี่ยน Mindset จากเขียน Content เป็นเขียน Copywriting แทน

ท่านสามารถเริ่มต้นแบบง่ายๆด้วยการ ฟัง Podcast ตอนพิเศษของผม

## ปฐมบท Direct Marketing และ Copywriting สำหรับเจ้าของธุรกิจ ##

หรือถ้าอยากข้ามขั้นไป Advance เลยด้วยหนังสือ Intensive Copywriting ผมก็ยินดี

ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่ >> หนังสือ Copywriting : Intensive Copywriting

แล้วพบกันใหม่บทความหน้าครับ

OHMPIANG

เจษ

ปล.​ เราเป็นเพื่อนกันหรือยัง? ถ้าอยากดูแนวทางการเขียน Copywriting ที่ได้ผลลัพธ์จริงๆ แอดเพื่อนผมที่ Jesse OHMPIANG Jesada แล้ว Inbox บอกผมหน่อยว่า “ตามมาจากเวบไซต์”

อ่านต่อ >
Share

## คุณเก๋าพอที่จะประสบความสำเร็จหรือยัง? ##

ครบรอบ 1 ปี Episode ยอดนิยมของ SME FREESTYLE PODCAST

Mentor ทางการตลาดและการทำธุรกิจของผม แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง

เป็นหนังสือประเภท ‘สร้างแรงบันดาลใจ’ + ‘ความสำเร็จ’

ผมถอนหายใจทีนึง เพราะส่วนตัวเบื่อที่จะอ่านหนังสือแนวนี้

แต่ด้วยความเป็นลูกศิษย์ที่ดี ผมก็ไปหาซื้อมาอ่าน

ปรากฏว่า ผิดคาด!!!

หนังสืออะไรก็ไม่รู้โคตรพีค โคตร Real โคตรโดน

อ่านแล้วคึก อ่านแล้วฮึกเหิม อ่านแล้วอยากจะวิ่งไปโพสท์อะไรแรงๆลงบนหน้า Wall

มันขนาดนั้นจริงๆ และผมแนะนำให้อ่านอย่างจริงจังเลยเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Mark Cuban เจ้าของทีม Dallas Mavericks แชมป์ NBA ปี 2011

เป็นตัวอย่างของคนที่สร้างตัวเองขึ้นมาจากไม่มีอะไรเลย นอกจากกึ๋นและการทำงานหนัก

Mark เขียนหนังสือหลายเล่ม แต่เล่มที่โดนที่สุด และอยากแนะนำมากที่สุดคือ

“How to Win at the Sport of Business: If I Can Do It, You Can Do It”

มีขายในรูปแบบ E-Book ที่ Amazon.com

Episode นี้เกี่ยวกับสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ล้วนๆ

Blog ผมก็มีเขียนถึงจดหมายฉบับหนึ่งที่โดนมากๆ ของ Mark Cuban

ท่านสามารถตามอ่านได้ที่ OHMPIANG BLOG – จดหมายจากเศรษฐีพันล้าน ถึง นักศึกษาใกล้จบ

เขาพูดถึง ## 11 ความเก๋าที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ # ดังนี้

เก๋าที่ 1 – อินกับสิ่งที่ทำ อินขนาดที่ลุยมาแล้ว 24 ชั่วโมงรวด ยังอยากจะลุยกับมันต่อไป

เก๋าที่ 2 – รู้ว่าตัวเองต้องฉลาดที่สุดในห้องประชุม และเรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็นที่จะทำให้ตัวเองฉลาดที่สุดในห้องประชุม

เก๋าที่ 3 – เมื่อแฟนเก่า 4 คนของคุณถามว่า อะไรสำคัญกว่ากัน ฉัน หรือ ธุรกิจ คุณให้คำตอบที่ถูกต้อง

เก๋าที่ 4 – รู้ตัวว่าล้มแล้วลุกได้ และเรียนรู้จากความล้มเหลวได้

เก๋าที่ 5 – รู้ว่ามีคนนินทา มีคนหาว่าบ้า พวกมันไม่ผิด มันพูดถูกแล้ว กูบ้าจริง และกูไม่สนพวกมึงด้วย

เก๋าที่ 6 – รู้วิธีผ่อนคลาย ระบายความร้อนแรง เพื่อจะได้กลับมาลุยต่อ

เก๋าที่ 7 – รู้ว่าตัวเองเข้าใกล้เป้าหมายไปทุกขณะ และปฏิบัติกับคนรอบตัวอย่างเหมาะสมตลอดทาง

เก๋าที่ 8 – สามารถตามจี้ ตามทวงงานได้ เพราะงานของคุณเสร็จแล้ว

เก๋าที่ 9 – รู้ตัว และยอมรับว่าทำผิด จากนั้นทำงานอย่างหนักเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

เก๋าที่ 10 – เจาะลึกถึงต้นตอของปัญหา และแก้ไขมันก่อนที่คนอื่นจะรู้ว่ามีปัญหานั้นอยู่

เก๋าที่ 11 – รู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนพล่ามเรื่องไร้สาระ อย่างความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณของผู้ชนะ รวมไปถึงขั้นตอนสู่ความสำเร็จ ปล่อยพวกแม่งเพ้อไป เพราะเรามั่นใจในการลงมือทำ

สิ่งที่ท่านจะได้เรียนรู้จากใน Episode นี้

  • หลักความสำเร็จหนึ่งเดียวที่ผมใช้อยู่ทุกวัน
  • สิ่งเดียวในโลกที่คุณสามารถควบคุมได้
  • นิยามของ “ความเก๋า” และ 11 ความเก๋าที่คุณต้องเข้าใจเพื่อความสำเร็จ

แล้วพบกัน Episode หน้าครับ

OHMPIANG

เจษ

อ่านต่อ >
Share

# บทเรียนชีวิต 20 ข้อจากคุณปู่อายุ 100 ปี #

หลังจากที่ปล่อย EP1 ออกไป ก็มีน้องคนนึงถามเข้ามาว่า

 

“ถ้าสมมติ หนูเป็นลูกหลาน อ.เจษ จะบอกเล่าเกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้สมดุลและสนุกอย่างไรบ้างคะ?”

อ่านต่อ >
Share

# สิ่งที่ผม “ไม่ได้ทำ” ในการทำ Facebook Marketing #

คำเตือน : ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผมกับการทำ Facebook Marketing แบบหวังผล ซึ่งอาจจะขัดกับสิ่งที่ท่านได้เรียนมา กรุณาใช้สติและวิจารณญาณในการอ่าน

สิ่งที่จะแบ่งปันคือ ประสบการณ์ในวันที่เพจ Facebook เล็กๆของผม (ที่ไม่ค่อยโพสท์อะไร) 
มีคนกด Like ครบ 40,000 Likes

ถ้าเทียบกับช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว (มีนาคม 2016) ผมมีแค่ 2,000 Fanpage Likes เท่านั้น

อ่านต่อ >
Share
>