Copywriting Archives | OHMPIANG
All posts in "Copywriting"

Content Marketing VS Copywriting ในความเหมือนมีความแตกต่าง ในความแตกต่างมีความเหมือน

Content Marketing มันแตกต่างกับ Copywriting ตรงไหน?

อีกหนึ่งคำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุด ซึ่งเอาจริงๆนะ สำหรับผมมันไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากหรอก ทั้งเรื่องเทคนิคการเขียน ทั้งเรื่องของโครงสร้าง และการโปรโมท

Content Marketing ต้องมีหัวข้อที่ดี ที่ทรงพลัง กลุ่มเป้าหมายจะได้สนใจ

Copywriting ก็ต้องมี

Content Marketing ต้องมีประโยคเปิดที่ดีน่าสนใจ

Copywriting ก็ต้องมี

Content Marketing ทำเพื่อต้องการให้กลุ่มเป้าหมายอ่านจนจบ

Copywriting ก็ต้องการ

Copywriting ก็ทำเงินได้

Content Marketing ทำเงินได้

คนทำ Content Marketing ต้องการลูกค้า ต้องการให้มีคนรู้จัก

คนเขียน Copywriting ก็ต้องการ

แล้วมันแตกต่างกันตรงไหนอ่ะ?


ความเห็นของผมนะ… สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ จุดประสงค์ในการเขียนมากกว่า ซึ่งตรงนี้ผมเคยอธิบายคร่าวๆไว้แล้วว่า Copywriting ต่างจาก Content ทั่วๆไปยังไง

(ท่านสามารถตามไปอ่านได้ในบทความ : Copywriting คือ อะไร?)

และเพื่อให้ท่านเห็นภาพชัดระดับ 4K ขึ้นไปอีกเลเวลหนึ่ง เรามาย้อนกลับไปช่วงยุคกลางในสมัยที่ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ยังปักอยู่ในหิน แกนดัลฟ์ยังสอนเมอร์ลิน และการสู้รบของอัศวินยังเป็นที่กล่าวขานกัน

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อหลายวันก่อนผมเปิด Netflix (ศัตรูอันดับ 1 ของความสำเร็จและการนอน) ดู The Dark Knight (หนึ่งในหนังเรื่องโปรดที่ดูกี่ทีก็ระทึก) และทุกครั้งที่เห็น Joker ก็อดคิดถึงและเสียดาย Heath Ledger ไม่ได้ เพราะตามดูทุกเรื่องและชอบเกือบทุกเรื่อง

หนังที่ Heath Ledger เล่นเป็นพระเอกและผมชอบมากที่สุดคือ The Knights Tale ซึ่งเป็นเรื่องราวของอัศวินฝึกหัดที่อัศวินเจ้านายตายกระทันหัน เลยสวมรอยซะเลย จากนั้นก็ฝึกฝน ลงแข่งขันไต่เต้าขึ้นไปเพื่อพิชิตสาวงาม, เงินรางวัล และชื่อเสียง

(ผมกำลังจะเข้าเรื่องละ)

ทีนี้การแข่งขันที่พระเอกเลือกจะลงแข่งและต้องการจะชนะเลิศให้ได้มากที่สุดคือ การประลองยุทธ์บนหลังม้า (Jousting)

Content Marketing VS Copywriting

ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นมีธรรมเนียมสำคัญนั่นคือ การแนะนำให้ผู้ชมได้รู้จักกับอัศวินที่เข้าแข่งขัน โดยตรงนี้แหละคือสีสันอีกอันหนึ่งนอกจากการขี่ม้าเข้าหากันด้วยความเร็วสูง พร้อมหอกยาวเอาไว้ทิ่มแทงคู่ต่อสู้

แน่นอนว่า อัศวิน (ผู้เข้าแข่งขัน) แต่ละฝ่ายไม่ได้เป็นคนแนะนำตัวเอง เพราะถ้าทำแบบนั้นมันคงจะแปลกมาก ลองนึกภาพดูสิ

“ข้าคือ เซอร์รอดริก ณ บางบอน ที่ 5 ลูกของเซอร์โรเบิร์ต ณ บางบอนที่ 4 หลานเขยของลอร์ดราสเบอรี่ ณ บางบอนที่ 3 อัศวินจากทุ่งภาคตะวันออกผู้เก่งกล้าสามารถ…”

มันแปลกๆเนอะ

ดังนั้นการแนะนำผู้เข้าแข่งขันนี้เป็นหน้าที่หลักของข้ารับใช้ของอัศวินซึ่งปกติแล้วจะเน้นไปที่ความทางการเพื่อให้สมเกียรติเจ้านายมากที่สุด เช่น

“ท่านใต้เท้า และท่านนายหญิงที่เคารพ…
ข้าน้อยขอแนะนำอัศวินผู้ทรงเกียรติ ผู้กล้าหาญ เต็มไปด้วยคุณธรรม
ท่านเป็นบุตรชายคนโตของเซอร์โรเบิร์ต ผู้ต่อสู้อย่างกล้าหาญในสงครามเมื่อปี….
เป็นหลานชายคนที่ 13 ของลอร์ดราสเบอรี่ ผู้ครองแคว้น…
เป็นอัศวินผู้ยึดมั่นถือมั่นในเกียรติและศักดิศรีของอัศวินอย่างหาใครเทียบไม่ได้
ขอแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับ เซอร์รอดริก ณ บางบอน ที่ 5 ณ บัดนี้”

สิ้นคำแนะนำก็จะได้ยินเสียงตบมือเปาะแปะตามเรื่องราว

ถามว่ามันโอเคไหม? มันโอเคมาก ครบถ้วน สมเกียรติเจ้านาย

แต่ถามว่าน่าสนใจไหม? คำตอบคือไม่ เพราะคนส่วนใหญ่รอฉาก Action มากกว่าและอะไรที่มันดูซ้ำๆ เดิมๆ ต่อให้ใช้คำพูดใหม่ๆ มันก็เหมือนกันหมดอยู่ดี เพราะคนดูได้ตัดสินไปก่อนหน้าที่จะอ้าปากเรียบร้อยแล้ว

เช่นเดียวกับกีฬาสมัยปัจจุบัน แฟนคลับเป็นอะไรที่สำคัญมากทั้งในแง่ของกำลังและชื่อเสียง ดังนั้นทุกคนต้องการแฟนคลับของตัวเอง แต่ด้วยความยึดติดความเป็นทางการขนาดนั้น ช่วงที่สำคัญที่สุดอย่างแนะนำตัวแทนที่จะเป็นช่วงโกยกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อ

โชคดีที่พระเอกของเราไปช่วยกวีคนหนึ่งที่เล่นพนันจนหมดตัวไม่เหลือแม้แต่เสื้อผ้าติดตัวเอาไว้ตอนต้นเรื่อง และกวีคนนี้ก็ติดตามคอยช่วยเหลือ เจรจา สนับสนุนพระเอกของเรา แถมสอนวิชาจีบสาวด้วย สารพัดประโยชน์มาก

พอมาถึงครั้งแรกที่พระเอกลงแข่ง กวีคนนี้ก็เดินออกไปกลางลานประลองเพื่อแนะนำพระเอกของเราให้คนดูได้รู้จัก และนี่คือสิ่งที่เขาพูด

“ท่านใต้เท้า ท่านนายหญิง รวมไปถึงทุกๆคน ณ ที่แห่งหนนี้ ที่ไม่ได้นั่งอยู่บนเบาะนุ่มๆทุกท่าน!! (ฝูงชนเฮ)

วันนี้ครับ… วันนี้ ทุกคนในที่แห่งนี้เท่าเทียมกัน (ฝูงชนเฮอีกที)

ทุกคนได้รับพรจากพระเจ้ามาเท่าๆกัน และกระผมก็มีความภูมิใจ มีความปลื้มปีติ ไม่สิมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับอัศวินท่านหนึ่ง

อัศวินที่สืบเชื้อสายมาจากอัศวิน

อัศวินผู้ทรงเกียรติที่มีต้นตระกูลยาวไปตั้งแต่ก่อนรัชสมัยของพระเจ้าชาร์เลอมังก์

ครั้งแรกที่ผมได้พบกับอัศวินท่านนี้ เขานั่งคุกเข่าอยู่บนยอดของภูเขาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม กำลังสวดภาวนาวอนขอการอภัยบาปจากพระผู้เป็นเจ้า ต่อความผิดที่เขาได้หลั่งเลือดของพวกซาราเซ็นด้วยคมดาบของเขา

จากนั้น… ที่อิตาลีเขาทำให้ผมต้องทึ่ง เมื่อเขายื่นมือเข้าไปช่วยหญิงงามกำพร้าพ่อที่กำลังจะถูกพ่อเลี้ยงโฉดชาวตุรกีล่วงละเมิดอย่างโหดร้ายทารุณ (ฝูงชนโห่)

ที่ประเทศกรีซ เขาเลือกปิดวาจาอยู่ในถ้ำ และอยู่กับความเงียบเป็นเวลานานนับปี เพียงแค่ต้องการจะเข้าใจ เสียงกระซิบ ให้มันถ่องแท้มากขึ้น

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาของทุกท่านมากไปกว่านี้

ขอแนะนำ บุรุษผู้แสวงหาความสงบอันเป็นนิรันดร์

อัศวินผู้ปกป้องพรหมจรรย์ของสาวอิตาเลียน

นักรบแห่งแสงสว่างประจำตัวองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

หนึ่งเดียวเท่านั้นในใต้หล้า

เซอร์อุลริค วอน ลิคเทนสไตนนนนนนนนนนนน์”

มันคือการแนะนำเหมือนกัน แต่ความแตกต่างของทั้ง 2 การแนะนำนี้อยู่ที่

การแนะนำตัวอัศวินแบบแรก… ทำเพื่อแจ้งให้ทราบ

ส่วนการแนะนำตัวอัศวินแบบที่สอง… ทำเพื่อชนะใจคนดู (กลุ่มเป้าหมาย)

คำถามสำคัญตอนนี้คือ สิ่งที่ท่านเขียนตอนนี้เป็นแบบแรกหรือแบบที่สอง และท่านต้องการปฏิกริยาแบบไหนจากกลุ่มเป้าหมายของท่าน?

อ้อ… ลืมบอกไปว่า สำหรับผมแล้วการแนะนำตัวแบบที่สองคือ Copywriting (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ)

ส่วนเหตุผลว่าทำไมผมถึงคิดว่าเป็นแบบนั้น มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ถึงเรียกว่าเป็น Copywriting? ผมจะมาวิเคราะห์ให้ดูในบทความหน้า

แล้วพบกันครับ

OHMPIANG
เจษ

ปล. แปะฉากการแนะนำที่ว่าให้ (นาทีที่ 0.31)

อ่านต่อ >
Share

Copywriting คือ อะไร? พร้อมตัวอย่าง และแชร์ประสบการณ์เริ่มต้นการเป็น Freelance Copywriter

Copywriting คือ อะไร?


เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผมได้รับคำถามนี้ คำถามยอดฮิตตลอดกาลที่ว่า Copywriting คืออะไร? ทำงานอะไร? ทำอะไรบ้าง? ไม่ก็คิดว่า Copywriting คืองานที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ และการจับของผิดลิขสิทธิ์ หรืองานที่เกี่ยวกับตัว © (อันนั้นมัน Copyright)

มันก็ไม่ผิดอะนะ เพราะตอนแรกเริ่มเลยผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน หลังๆเลยบอกไปว่าเป็นการเขียนโฆษณาเพื่อให้คนเข้าใจง่ายขึ้น หลังๆเริ่มมีคนช่วยนิยามว่า เขียนขาย, เขียนขายของ, เขียนเพื่อขาย ไปจนถึงสร้าง Content เพื่อขายของ สารพัดจะนิยาม ซึ่งมันก็ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นแหละ (มั้ง)

แต่สุดท้ายผมว่ามันเหมาะสมกว่าที่จะใช้คำว่า Copywriting ตามต้นทาง เพราะต่อให้แปลงไปเป็นอะไร เพื่อจุดประสงค์อะไร หรือเพื่อหลบอะไรก็ตาม มันก็กลับมาที่จุดเริ่มต้นอยู่ดีนั่นคือคำว่า Copywriting

และเพื่อเป็นเกียรติให้กับต้นทางของวิชานี้ รวมไปถึง Copywriter ทุกคนที่ทำงานนี้อยู่ ผมว่าถึงเวลาเหมาะสมแล้วที่จเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อตอบคำถาม ข้อสงสัย และความเข้าใจผิดไปในตัว

เรามาเริ่มกันที่… ความหมายของ Copywriting กัน

Copywriting คือวิชาว่าด้วยการเขียนคำโฆษณาที่ใช้ในการโปรโมทสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าคำโฆษณานั้นจะใช้ในเวบไซต์, Social Media, โบรชัวร์, บิลบอร์ด, E-Mail,
แคตตาล็อก, ใบปลิว, แผ่นพับ หรือแม้แต่สคริปต์ที่ใช้ในคลิปวิดีโอ และสปอตวิทยุ

สิ่งที่เขียนออกมาจะมีชื่อเรียกสั้นๆว่า Copy

เมื่อเขียนโฆษณาเสร็จแล้วจะเรียกงานชิ้นนั้นว่า 1 Copy

เมื่อถูกตามงานจะโดนถามว่า “Copy เสร็จยัง?”, “จะส่ง Copy ได้วันไหน?”

Copy มีอยู่ทุกที่ ทุกแห่งหน เหมือนอากาศที่ท่านหายใจ ลืมตาขึ้นมาหยิบมือถือขึ้นมาเปิดอ่านท่านก็เจอ Copy ละ เดินไปหยิบสินค้าขึ้นมาข้างกล่องก็เจอ Copy ละ

มันมีอยู่ทุกที่เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมโฆษณา 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก

Copywriting คือ อะไร

ความแตกต่างระหว่าง Copywriting VS Content ทั่วไป


Copywriting แตกต่างกับ Content ทั่วไปตรงที่ Copywriting มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้อ่าน / ลูกค้า / กลุ่มเป้าหมาย ตัดสินใจลงมือทำอะไรบางอย่างเมื่ออ่านหรือฟังจบ ไม่ว่าจะเป็นติดต่อเข้ามาทางช่องทางที่กำหนด, โอนเงิน หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเจ้าของโฆษณา

ในขณะที่ Content ทั่วไปส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรต่อจากนั้น

นี่คือ เหตุผลว่าทำไม Copywriter ถึงมีฉายาว่า “นักขายบนสิ่งพิมพ์ (Salesman in Print)”

คนแรกที่นิยามคำนี้คือ John E. Kennedy ตำนานนักเขียนโฆษณาชาวแคนาดาที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 100 ปีที่แล้ว

John E. Kennedy อยู่เบื้องหลังโฆษณาเงินล้านจำนวนมาก โฆษณาที่สร้างชื่อให้เขาและ Agency ที่เขาสังกัด คือ โฆษณาขายเครื่องซักผ้า ที่เขียนให้บริษัทขายเครื่องซักผ้าที่กำลังจะล้มละลาย

ภายในสัปดาห์แรก Copy ของเขาที่ลงในหนังสือพิมพ์มีคนตอบรับถึง 1,547 คน (จากที่แต่ก่อนแทบไม่มี ทั้งๆที่ใช้เงินถึง $15,000 ต่อปี)

ภายในเวลา 4 เดือน บริษัทขายเครื่องซักผ้าตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณาเป็น 2 เท่า

ภายในเวลา 6 เดือน บริษัทนี้กลายเป็นผู้ซื้อโฆษณาใหญ่อันดับ 4 ของประเทศ

และภายใน 1 ปี บริษัทนี้เติบโตขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า ถึงขนาดต้องสร้างโรงงานผลิตใหม่เพื่อรองรับออเดอร์ที่หลั่งไหลเข้ามา อันเป็นผลลัพธ์จากแอดโฆษณานั้น

John E. Kennedy เขียนตำราขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ Intensive Copywriting และตำราเล่มนั้นได้กลายเป็นหัวใจของ Agency โฆษณาน้อยใหญ่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ทุกวันนี้สิ่งที่อยู่ในตำราเล่มนั้นยังคงใช้ได้ผล และเป็นหนังสือแนะนำสำหรับใครก็ตามที่สนใจวิชาการเขียน Copywriting แบบเน้นผลลัพธ์จริงๆ

สรุปให้อีกครั้งแบบภาษาบ้านๆ ก่อนไปกันต่อว่า Copywriting คือ อะไร?

Copywriting คือศาสตร์และศิลป์ของการใช้คำพูดเพื่อขายสินค้าหรือบริการของท่านแก่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของท่าน

คำพูดดีๆ ที่ถูกจังหวะและเวลา มีพลังในการโน้มน้าวให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจลงมือทำอะไรบางอย่างที่ท่านต้องการ

การเขียน Copy ดีๆ ไม่ต่างอะไรไปจากการจ้างนักขายเก่งๆคนหนึ่งไปคุยกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดของท่าน แต่ความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงของการใช้นักขายเก่งๆ และการใช้ Copy ดีๆคือ

นักขาย (และทีมนักขาย) สามารถคุยหรือติดต่อกับลูกค้าได้ทีละคนเท่านั้น ในขณะที่ Copy ดีๆ หรือ Copywriter เก่งๆ สามารถติดต่อลูกค้าจำนวนมากได้พร้อมกันผ่านป้ายโฆษณา, Salepage, แอดโฆษณาต่างๆ รวมไปถึงคลิปวิดีโอ สปอตวิทยุ และบทความ

คุณสมบัติสำหรับคนอยากการเขียน Copywriting


อีกหนึ่งคำถามที่พบบ่อยคือ…

การจะเขียน Copywriting ได้ต้อง

  • เขียนเก่ง
  • จบเฉพาะทาง
  • มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative สูง)
  • เรียนสูงๆ
  • ผ่านคอร์สเรียนอลังการ

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องมีอะไรข้างบนเลยแม้แต่น้อย

ถ้าวันนี้ท่านมี

  • Internet
  • Computer / Notebook
  • อ่านออกเขียนได้

พูดง่ายๆ ขอแค่มีปัญญาเขียนจดหมายถึงเพื่อนได้ และมีใจที่อยากจะเรียนรู้ ท่านก็สามารถเรียนเขียน Copy ได้แล้ว

ประเภทของ Copywriting


อันนี้ผมเคยเขียนเอาไว้ในกลุ่ม Copywriting Thailand ที่ผมกับพี่มารุต Copywriter สายตรงจาก David Ogilvy ช่วยกันสร้างขึ้น (ท่านสามารถเข้าไปร่วมกลุ่มได้)

โพสท์นั้นผมสรุป Copywriting ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆด้วยกัน

ประเภทแรกคือ Madison Avenue Copywriting

งานหลักคือ ใช้พลังสร้างสรรค์ในตัวเนรมิตคำพูดขึ้นมาให้คนสนใจ คำพูดสวยงาม

คำพูดที่อ่านหรือฟังแล้วติดหู ติดตา ติดใจ ติดสมอง เป็นผลจากการเขียน Copywriting ประเภทนี้ทั้งสิ้น

Medison Avenue Copywriting เน้นสื่อสารกับคนจำนวนมากเพื่อสร้าง Brand Awareness และตอกย้ำ Brand Value เป็นหลัก

ตัวอย่างคนทำงานด้านนี้คือ Copywriter ที่อยู่ตาม Ad Agency ต่างๆ

Direct response copywriter

ประเภทที่สองคือ Direct Response Copywriting

Copywriting ประเภทนี้จะโฟกัสไปที่การกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายลงมือทำบางอย่าง

โฟกัสไปที่พลังของปัจจุบัน (The Power of Now)

โฟกัสไปที่การโน้มน้าวให้คนอ่านตัดสินใจซื้อทันทีที่อ่าน / เห็น / ได้ยิน สารของเราจบ

Direct Response Copywriting เน้นสื่อสารกับคนจำนวนน้อย เพื่อสร้าง Moment ของการลงมือทำบางอย่าง และสร้างผลลัพธ์อย่างยอดขายเป็นหลัก

Direct Response Copywriter เป็นนักเขียนสายพันธุ์ที่หายาก และไม่ค่อยอยู่ตาม Agency เพราะคุยกับคนไม่ค่อยรู้เรื่อง

Direct Response Copywriter หากินกับค่า Commission เป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ เพื่ออิสรภาพแล้วเราขอไม่รับเงินเดือน แต่ถ้า Copy ที่เขียนให้ขายได้ เราขอค่าคอมนะ

ตัวอย่างของคนที่ทำด้านนี้คือ ผมเอง ซึ่งก็ยังดิ้นรนปากกัดตีนถีบลองผิดลองถูกอยู่เช่นกัน

ถามว่าอะไรดีกว่ากันระหว่าง 2 อันนี้? ก็ต้องของผมดิ 555 (ล้อเล่นนะครับ)

ถ้าชอบความตื่นเต้น อารมณ์คว้าขวาน คว้ากระบอง คว้าธนูออกไปล่าเนื้อมาทำอาหาร ก็ Direct Response Copywriting

แต่ถ้ารักสงบต้องการทำฟาร์มเก็บกินกันนานๆ เพื่อความยั่งยืนก็ Medison Avenue Copywriting

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะประเภทไหน Copywriter เป็นอาชีพที่หากินกับการใช้คำพูด

ประสบการณ์ Copywriting

แชร์ประสบการณ์ : เริ่มต้นเส้นทางเขียน Copywriting


ลืมแนะนำตัวไป ผมชื่อ ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์ เรียกสั้นๆว่า เจษ ได้ครับ

ปัจจุบันผมหาเลี้ยงตัวเองกับครอบครัวด้วยการเป็น Direct Response Copywriter และนักแปลหนังสือ (อังกฤษ – ไทย)

ก่อนหน้าที่จะจับงานเขียนตรงนี้เต็มตัว ผมทำงานช่วยรุ่นพี่ในธุรกิจขายเครื่องจักรทางวิศวกรรม ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย และก่อนหน้านั้นก็เป็น IT Project Manager ตัวเล็กๆอยู่ในบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง

อ่านย่อหน้าข้างบนแล้ว อาจจะคิดว่า อ้าวแน่ล่ะสิ… ก็ขายของเก่งนี่ เป็นถึงผู้จัดการฝ่ายขาย

ก็ไม่เถียงหรอกครับ แต่อยากจะบอกว่า ผมใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะทำยอดแรกให้บริษัทได้ ซึ่งใน 6 เดือนนั้นไม่มีสักวันที่ไม่คิดจะลาออก (อยู่ไปก็อับอายขายขี้หน้า) เพราะไม่ว่าทำอีท่าไหนก็ขายของไม่ได้เสียที จะเทคนิคไหน จะไปอัพบุคลิกภาพยังไง จะเลียนแบบใคร มันก็ไม่ได้ยอดขาย ไม่ได้ผลลัพธ์เลย

จนกระทั่งวันหนึ่ง มันเป็นวันที่ผมหดหู่ที่สุดในสามโลก และนั่งเหี่ยวคอตกอยู่ในคอกของตัวเอง หูของผมไปได้ยินบทสนทนาของพี่ชัยวัฒน์ Sale Director ที่นานน๊านจะคุยกับลูกค้าสักทีนึง

สิ่งที่ผมได้ยินวันนั้นเปลี่ยน Mindset และวิธีการขายของผมไปตลอดกาล ซึ่งไม่ว่าผมจะเล่าให้ใครฟัง ผมก็จะบอกว่า ชีวิตการขายของผมเริ่มต้นจากตรงนั้น

ถ้าจะให้สรุปสิ่งที่ผมได้รับจากการแอบฟังวันนั้น ผมสรุปได้ในประโยคเดียวว่า

พี่ชัยวัฒน์คุยกับลูกค้า ไม่เหมือนคุยกับลูกค้าแม้แต่น้อย

เล่าเรื่องยาวให้สั้นเข้า… ผมทำตามทันที และหลังจากนั้นไม่ถึง 2 อาทิตย์ ผมก็ได้ PO (Purchasing Order) ใบแรกในชีวิต และ PO ใบนั้นช่วยให้ผมรอดพ้นจากการโดนไล่ออกอย่างอนาถ

แล้วมันเกี่ยวกับ Copywriting ยังไงใช่ไหม?


เกี่ยวอย่างมากครับ เพราะเรียนตามตรงผมรู้จักกับคำว่า Copywriting มาพักใหญ่ๆแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เข้าใจสักทีว่ามันคืออะไร (Google ดูก็เห็นเงินเดือนอยู่ 12,000 – 15,000 บาท ยิ่งทำให้ไม่อยากสนใจเข้าไปอีก)

แต่พอได้ฟังบทสนทนาของพี่ชัยวัฒน์วันนั้น มันราวกับประตูเปิดออก และเข้าใจทุกอย่างได้เลย เพราะไม่เพียงแต่ผมจะเปลี่ยน Mindset เรื่องการขาย แต่ผมได้เรียนรู้เรื่อง

การใช้คำพูด

ซึ่งมันตรงกับ Concept ของ Copywriting ที่เน้นเรื่องการใช้คำพูดเป็นหลัก

นับตั้งแต่วันนั้น ผมเริ่มจริงจังกับวิชา Copywriting มากขึ้น พยายามเรียนรู้ด้วยการอ่านบทความ และเปิด Youtube ดู จนในที่สุดผมก็เริ่มทำยอดขายให้กับบริษัทของรุ่นพี่ได้จากการใช้ Copywriting และสามารถจับอาชีพนี้หาเลี้ยงตัวเองได้ในหลายปีหลังจากนั้น

ถ้าให้ผมสรุป แก่นแท้ในการเขียน Copywriting ในประโยคเดียว ผมจะสรุปว่า

มันคือการเลือกใช้คำพูดให้ถูกที่ ถูกทาง ถูกจังหวะ ถูกโอกาส และถูกคน

เพราะคำพูดแต่ละคำมีพลัง คำแต่ละคำเปรียบเสมือนเครื่องมือ และวิชา Copywriting คือการเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือเหล่านั้นให้เป็น

freelance copywriter

งานแรกในฐานะ Freelance Copywriter เต็มเวลา


ความจริงผมไม่ได้เต็มใจจะออกมาเป็น ฟรีแลนซ์เต็มเวลา นะ เพราะแผนของผมคือ ผมจะทำควบคู่ไปกับงานประจำและธุรกิจเล็กๆที่เริ่มต้น จะออกทำไมอะ งานประจำรายได้ดี และงานฟรีแลนซ์รับจ้างเขียน Copywriting กับงานแปล ก็มาเรื่อยๆ

แต่ก็นะ… เราเลือกไม่ได้ว่าชีวิตจะพาเราไปทางไหน สุดท้ายผมโดนเหตุการณ์ต่างๆบีบให้ต้องออกมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มเวลา งานประจำที่เคยมีและธุรกิจเล็กๆที่เริ่มต้นก็หายวับไปแบบงงๆ ด้วยการตัดสินใจผิดพลาดหลายประการ

งานแรกในฐานะ Freelance Copywriter เต็มเวลาได้มาเพราะวิชาการขายที่สั่งสมมา บวกกับวิชาการเขียน Copywriting

มันเป็นงานเขียน Copy เพื่อโปรโมทงานสัมมนาเล็กๆ งานหนึ่งที่จะจัดขึ้นในอีก 3 อาทิตย์หลังจากนั้น และผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่ค่อยดีทั้งๆที่ทุ่มเงินค่าแอดโฆษณาไปเกือบหมดงบแล้ว

ผมเข้าไปจังหวะที่เขาอารมณ์ประมาณว่า ได้เท่าไหนก็เท่านั้น ขาดทุนก็คงต้องยอม และกำลังหมดไฟกับงานสายนี้

ผมรับงานมา แล้วขอใช้งบที่เหลือ เพราะไหนๆก็ไหนๆแล้ว แถมไม่ขอรับค่าจ้างด้วย ขอแค่ถ้ามันสำเร็จได้ตามเป้าจะให้เท่าไหร่ก็ให้ และแนะนำลูกค้าต่อให้ด้วย

เขาตอบตกลง และภายใน 1 อาทิตย์หลังจากนั้น สัมมนาของเขาก็มีคนเข้าจนเต็ม โดยที่ใช้เงินค่าแอดโฆษณาไปเพียง 2,000 บาทเท่านั้น

งานนั้นผมไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าปรับ หัวข้อโฆษณา (Headline) ของเขาใหม่ และปรับตัว Copy เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเขาเตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมมาก ขาดแค่หัวข้อดีๆ และคำพูดดีๆใน Copy

หัวข้อที่ผมเขียนให้เขาคือ


สงกรานต์ปีหน้า… จะไปเที่ยวแล้วกลับมาถังแตกแบบเดิม
หรือจะกลับมาแบบคนรวยรุ่นใหม่ที่มีทั้งเงินและอิสรภาพ


มันก็ไม่ได้เทพอะไรอะนะ และถ้าใช้ตอนนี้ก็คงไม่ได้ผลแล้ว เพราะพบเห็นได้เต็มไปหมดตามธุรกิจสัมมนา แต่ ณ ขณะนั้น มันได้ผล และได้ผลดีด้วย

สุดท้ายผมได้ค่าขนมมานิดหน่อย และลูกค้าคนนี้ก็บอกต่อเพื่อนของเขามาให้

ที่เหลือก็เป็นเรื่องของอดีตกาลนานมาแล้ว

เริ่มต้นเขียน Copywriting อย่างปลอดภัย ไร้กังวล


ผมยอมรับว่าผมมีคอร์สออนไลน์ซุกเอาไว้ในกระเป๋าสี่มิติ แต่ผมยังไม่แนะนำ…

อันที่จริงถ้าท่านยังใหม่มากๆ ผมไม่แนะนำให้เรียนคอร์สไหนเลยด้วยซ้ำ (ไม่ว่าจะเกี่ยวกับ Copywriting หรือแนวเขียนขาย) เพราะมีโอกาสสูงที่ท่านจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากแรงฮึด

อีกอย่าง ผมเองก็ไม่ได้เริ่มจากการสมัครเรียนคอร์ส ผมเลยคิดว่ามันคงจะแปลกถ้าไปแนะนำในสิ่งที่ผมเองก็ไม่ได้ทำ

จุดเริ่มต้นการเรียนรู้ของผมบนเส้นทางนี้คือ หนังสือ ครับ

จากบรรดาบทความ และคลิป Youtube ทั้งหมดที่ผมอ่านและดู มีแนะนำหนังสือสำหรับคนที่ สนใจ Copywriting ไว้หลายเล่ม แต่หลักๆเลยจะมีด้วยกัน 3 เล่มด้วยกันสำหรับผู้เริ่มต้น

เล่มแรก หนังสือ Scientific Advertising เขียนโดย Claude C. Hopkins

หนังสือ Scientific Advertising

หนึ่งในหนังสือที่ David Ogilvy ราชาแห่งวงการโฆษณาบังคับให้พนักงานทุกคนอ่านอย่างน้อย 7 รอบก่อนเริ่มงาน

หนังสือเล่มนี้คือ หนังสือที่ Copywriter เก่งๆ นักการตลาดเก่งๆ รวมไปถึงระดับโลกทุกคนแนะนำ

เล่มที่สองคือ ADAMS : THE STORY OF SUCCESSFUL BUSINESSMAN

เรื่องราวการแก้ปัญหาธุรกิจยากๆของ Oliver Adams ด้วยวิธีง่ายๆที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

Jack Trout ที่ปรึกษาด้านการตลาดระดับโลกบอกว่า

“นี่เป็นหนังสือการตลาดที่ดีที่สุดที่ผมเคยอ่านมา”

สำนักพิมพ์ระดับโลกอย่าง New York Times ออกมายกย่องหนังสือเล่มเล็กๆเล่มนี้ว่า

“ทุกคนที่ปรารถนาความมั่งคั่งจากการทำการตลาดและเขียนโฆษณาควรพกหนังสือเล่มนี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา และมันคงไม่เป็นการพูดเกินเลยถ้าจะบอกว่า ทุกคนที่ต้องการความสำเร็จ ไม่ว่าจะในเรื่องไหนก็ตาม จะได้รับความช่วยเหลือจากความเรียบง่าย เฉียบคม และเทคนิคการแก้ปัญหาที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนที่อัดแน่นอยู่ในหนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ เล่มนี้”

(หมายเหตุ : Adams คือหนังสือเล่มโปรดในดวงใจของผมเช่นกัน)

เล่มที่สาม Tested Selling : เดชคัมภีร์ลับ นักขายนอกตำรา

Dr. Joe Vitale นักการตลาดระดับโลก และหนึ่งในทีมงาน The Secret เขียนถึง Elmer Wheeler ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ว่า

“Elmer Wheeler ทำเงิน $5,000 จากคำแนะนำแค่ 9 คำ…
$5,000 จากคำแนะนำแค่ 9 คำเป็นตัวเลขที่มหาศาลถึงจะเป็นสมัยนี้ก็ตาม แต่ที่ลูกค้ายอมจ่ายเพราะ มันเป็นคำ 9 คำที่เพิ่มจำนวนผู้มุ่งหวังถึง 250,000 คนใน 1 สัปดาห์

เท่านั้นไม่พอ ยังมีเคสที่ Elmer Wheeler ช่วยเพิ่มยอดขายให้บริษัทผลิตครีมโกนหนวดถึง 300% ใน 1 สัปดาห์จากการ “เปลี่ยนคำแค่ไม่กี่คำ”

หนังสือเล่มนี้ช่วยต่อยอดสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพี่ชัยวัฒน์ Sale Director ได้เป็นอย่างดี เพราะเน้นพูดถึง “พลังของคำพูด” พร้อมตัวอย่างที่สามารถนำไปใช้ได้เลย

ถ้าท่านไม่ติดอะไร ผมอยากแนะนำให้อ่าน Adams เป็นอันดับแรก ตามด้วย Scientific Advertising และ Tested Selling

เพราะจากที่คุยกับทุกคนที่อ่านหนังสือครบ 3 เล่มนี้ เกือบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “โชคดีที่ได้รู้จัก Adams เพราะมันทำให้ชีวิตง่ายขึ้น และช่วยให้การอ่านอีก 2 เล่มที่เหลือง่ายขึ้นเช่นกัน”

ทั้ง 3 เล่มคือ หนังสือแนะนำสำหรับคนที่สนใจด้านการเขียนโฆษณา เขียน Copywriting หรือกำลังมองหาทางออกสำหรับปัญหาค่าแอดโฆษณาแพงอยู่

ข่าวดีคือ ทั้ง 3 เล่มแปลเป็นไทยเรียบร้อยแล้ว การันตีความสนุกในการแปลโดยกระผมเอง

ท่านสามารถสั่งซื้อหนังสือทั้ง 3 เล่มได้ที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) โดยบอกทีมงานว่า “ชุดการตลาดสร้างตำนาน”

สำหรับบทความนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่บทความหน้าครับ

OHMPIANG
ธีระธรณ์

ปล. Comment คุยกันได้นะครับ ว่าได้อะไรจากบทความนี้บ้าง ผมจะได้มีไฟในการเขียนบทความต่อไป

อ่านต่อ >
Share

คู่มือการใช้งาน OHMPIANG (Mobile Application) เบื้องต้น

สวัสดีครับ

วันนี้ 9 เดือน 9 ผมเลยถือโอกาศวันเลขสวยในการเปิดตัว OHMPIANG เวอร์ชั่น Mobile Application ซะเลย

APP นี้สร้างขึ้นมาเพื่อความสะดวกสบายในการฟัง Podcast, Audio Book และเรียนคอร์สออนไลน์ของ OHMPIANG

แม้ตอนนี้จะมีจำนวนน้อยอยู่แต่ในอนาคตจะพยายามทำออกมาเรื่อยๆครับ 🙂

สำหรับช่วงตั้งไข่นี้ (แปลว่าช่วงที่ App เพิ่งคลอด) ท่านที่ลงเรียนคอร์ส OHMPIANG SECRET COPYWRITING และท่านที่เป็นเจ้าของ Audio : Relax… It’s Only Facebook

จะสามารถเรียนผ่าน App นี้ได้ทันที

ทีมงานของผม Upload ข้อมูลของท่านลงไปใน App เรียบร้อยแล้ว ท่านเพียงแค่ต้องใช้ Email ที่ลงเรียนคอร์ส Copywriting ในการ Login

สามารถดูคลิปข้างล่างนี้เพื่อดูวิธีรับ Password ได้เลยครับ (หมายเหตุ – Password ใหม่ต้องมีตัวเล็ก (a,b,c) ตัวใหญ่ (A,B,C) ตัวเลข (1,2,3) และเครื่องหมาย (!,@,#,$) ด้วยครับ)

สำหรับท่านที่ไม่ได้ลงคอร์ส OHMPIANG SECRET COPYWRITING หรือเป็นเจ้าของ Audio : Relax… It’s Only Facebook ก็ไม่ต้องน้อยใจครับ

เพราะหลังจากนี้ผมจะทยอยอัพ Podcast ลงใน App เพื่อความสะดวกสบายในการฟังของท่าน

ท่านสามารถสร้าง Account ตามคลิปด้านล่างได้เลยครับ

ส่วนท่านที่ลงคอร์ส OHMPIANG SECRET COPYWRITING หรือเป็นเจ้าของ Relax… It’s Only Facebook แต่ทำตามคลิปแรกแล้วหาระบบบอกว่าหาอีเมล์ไม่เจอ ไม่ต้องตกใจครับ

ทำตามคลิปที่ 2 ได้เลย จากนั้นแอดไลน์ @ohmpiang (มี @ ด้วย) แล้วบอกอีเมล์ที่ใช้สมัครกับทีมงาน

ทีมงานจะตรวจสอบกับระบบ แล้วจะจัดการให้ครับ

สำหรับตอนนี้ OHMPIANG (Mobile Application) พร้อมให้โหลดแล้วทั้งใน Google Play Store และ Apple Store

หากใช้แล้วเกิดข้อขัดข้องอะไร (ซึ่งมันจะมี) ก็ต้องขออภัยล่วงหน้าด้วย และขอให้สนุกกับการใช้งาน OHMPIANG ครับ

OHMPIANG

เจษ

ปล. การใช้งานของ iOS อาจจะติดขัดเล็กน้อยนะครับ ทีมงานกำลังพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

อ่านต่อ >
Share

3 ขั้นตอนสู่การทำ Content ที่น่าสนใจมากขึ้น น่ารำคาญน้อยลง

เคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ไหมครับ? นั่งอยู่ในวงสนทนาที่วนอยู่กับที่ไม่ไปไหน หรือไม่รู้ว่าที่คุยๆอยู่เนี่ย ต้องการอะไรในชีวิต

ตอนแรกมันก็ยังโอเคอยู่บ้าง (ความเกรงใจ + ให้โอกาสมันอีกหน่อย) แต่พอเริ่มออกทะเลไปเรื่อยๆ เริ่มไม่เกี่ยวกับชีวิตท่านมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มจะฟังแล้วสูญเสียพลังชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ

มากจนท่านเริ่มจะนั่งภาวนาขอให้มีโทรศัพท์สำคัญเข้ามา (หรือโทรศัพท์ไม่สำคัญแต่ท่านทำให้มันสำคัญได้)

คงจะพอเห็นภาพเนอะ… มันน่าเบื่ออ่ะ โคตรน่าเบื่อเลยสถานการณ์ประเภทนั้น น่าเบื่อไม่พอ บ่อยครั้งที่มันน่ารำคาญด้วย และที่สำคัญตัวต้นเหตุมักจะไม่ค่อยรู้ตัวด้วย

เพราะฉะนั้นเวลาที่ท่านทำ Content ไม่ว่าจะลงสื่อไหนก็ตาม พยายามอย่าทำ Content ให้กลุ่มเป้าหมายตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นนะครับ เพราะเขาจะไม่ทนกัน

งาน Copywriting ของผมในฐานะ Direct Response Copywriter ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำ Content ทั่วๆไปโดยตรง แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง Comment เกี่ยวกับ Content ของลูกค้า

ซึ่งผมบอกได้เลยว่า เกิน 99% ทำออกมาได้ดีมากๆอยู่แล้ว ในแง่ของ Production ไม่ว่าจะแนวการเขียน, รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ

ผมสามารถตอบได้เลยโดยไม่รู้จักกันว่า “ท่านทำได้ดีมากๆอยู่แล้ว” เชื่อผมสิ เพราะงั้นไม่ต้องห่วงตรงนั้นเลย

สิ่งที่น่าห่วงรู้ไหมคืออะไร?

สิ่งที่น่าห่วงมากๆเลยคือ “ทำไปเพื่ออะไร?”

ผมเจอบ่อยที่สุดละ เขียนดี ทำดี ทุกอย่างดีหมดตามตำราที่สอนๆกันเป๊ะ อ่านจบปุ๊บ คำถามแรกคือ… จะสื่ออะไรอ่ะครับ?

มันเป็นคำถามที่ทำให้คนฟังอึดอัดมากๆเลย และเกือบทุกครั้งคนที่โดนคำถามนี้เข้าไปจะทำหน้าแบบเดียวกัน

ประเด็นคือ การสร้าง Content แบบไม่มีจุดมุ่งหมายนั้นเสียเวลาของตัวท่านเอง และที่แย่ไปกว่านั้นมันเสียเวลาของกลุ่มเป้าหมายของท่าน

กลุ่มเป้าหมายของท่านต้องการอะไรที่มีประโยชน์ ไม่เวิ่นเว้อ และตรงประเด็น

และบทความนี้ก็จะมาช่วยไกด์ให้ท่านทำได้แบบที่กลุ่มเป้าหมายของท่านต้องการ

ขั้นที่ 1 : คุยกับตัวเองสักนิดก่อนคิดจะทำอะไร

ตามหลักแล้วก่อนที่จะเริ่มเขียนหรือทำอะไรก็ตามเกี่ยวกับ Content ท่านควรจะถามตัวเองด้วยคำถาม 2 ข้อ

ข้อแรก… ท่านต้องการอะไรจาก Content นี้?

ข้อสอง… อะไรคือสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายของท่านจะได้รับจาก Content นี้?

สิ่งที่จะได้รับจากการทำ Content ดีๆมีเยอะมาก ตั้งแต่ Branding ยันยอดขายที่มาเยอะๆ และมาเรื่อยๆ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นด้วยการหวังพึ่ง Content เพียงชิ้นเดียวที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบทุกโจทย์ (แต่มันไม่มีในโลกไง Content แบบนั้นอะ)

ท่านต้องเลือกมาสักอย่างว่าต้องการอะไรจาก Content ที่กำลังทำอยู่ จะได้ไม่สับสนทั้งคนทำและกลุ่มเป้าหมาย

และเหนือสิ่งอื่นใด เหนือกว่าความต้องการของท่านคือ ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

ท่านต้องตอบให้ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของท่านจะได้รับอะไรจาก Content ที่ท่านจะทำ

ขั้นที่ 2 : ก็แค่เขียน และเขียนให้มนุษย์ทั่วไปอ่าน ไม่ใช่เขียนเอารางวัลซีไรท์

หลังจากตอบคำถาม 2 ข้อเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือทำในแบบที่ท่านถนัด

แต่จากประสบการณ์ของผม เมื่อในใจของท่านมีคำตอบที่สำคัญ 2 ข้อเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างจะราบรื่นด้วยตัวของมันเอง

คำแนะนำของผมก็คือ ทำไปตามสัญชาติญาณ นึกอยากเขียนอะไรก็เขียนลงไป ไม่ต้องไปคิดมาก ไม่ต้องไปกลัวยาวเกินไป

มีอะไรผุดขึ้นมาในหัวก็เขียนลงไป

สิ่งที่ต้องทำก็คือ เขียน…

สิ่งที่ไม่ต้องทำคือ คิด…

ใช่ครับ มันดูขัดๆกัน แต่ Content ที่ดีและมีประสิทธิภาพส่วนใหญ่ก็เป็น Content ที่มาตามธรรมชาติ

ถ้าจะให้บอกว่ามันคือ Content ที่มาตอนที่ใจรู้ว่าต้องการอะไรอย่างชัดเจนแล้วก็ว่าได้

มันมีช่วงเวลานั้นจริงๆ แต่อาจจะต้องอาศัยการฝึกฝนสักหน่อย

ยิ่งเขียนบ่อย ยิ่งฝึกฝนบ่อยๆ ท่านจะคล่องขึ้น เขียนได้เร็วขึ้น และเริ่มคิดน้อยลง

ซึ่งบ่อยครั้งการเขียนตามใจชอบแบบมีคำตอบ 2 ข้อในใจแบบไม่ต้องไปกังวลอะไรมาก จะได้ผลลัพธ์ที่ทำให้ท่านประหลาดใจ

ขั้นที่ 3 : ปล่อยให้ Content หายใจ เหมือนไวน์ที่เพิ่งเปิดใหม่ๆ

ถ้าท่านเคยสั่งไวน์มาดื่มตอนไปร้านอาหาร ท่านอาจจะเคยสังเกตว่าตอนเปิดขวด บริกรที่มีประสบการณ์จะไม่รีบเปิดแล้วเททันที เขาจะพักไวน์ไว้ระยะเวลาหนึ่งจากนั้นค่อยเทออกมาให้ชิม

ผมเคยถามผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ (เพราะผมไม่ใช่) เขาบอกว่า มันเป็นกระบวนการที่ทำให้ไวน์ได้ “หายใจ”

Content ของท่านก็เช่นกัน ให้มันหายใจบ้างก่อนที่จะส่งมันไปทำหน้าที่

การให้ Content ของท่านหายใจ ไม่ได้แปลว่าจะทำให้มันมีคุณภาพสูงขึ้นด้วยตัวมันเอง แต่มันจะช่วยให้ท่านเองนั่นแหละได้ทบทวนอะไรบางอย่างอีกครั้งหนึ่ง

ระยะเวลาที่ดีที่สุดที่จะปล่อยให้ Content หายใจคือ 24 ชั่วโมง

จากประสบการณ์แล้ว ภายใน 24 ชั่วโมงที่ใจท่านไม่ได้จดจ่อกับ Content นี้ จะช่วยให้ท่านมีไอเดียใหม่ๆบางอย่างเกิดขึ้น

มันจะเป็นอะไรที่ท่านมองไม่เห็นมาก่อน และผมบอกได้เลยว่า ของดีจะอยู่ตรงนี้แหละ

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น ก่อนที่จะโพสท์หรือเผยแพร่ Content ผมอยากให้กลับไปที่คำถาม 2 ข้อนั้น

ข้อแรก… ท่านต้องการอะไรจาก Content นี้?

ข้อสอง… อะไรคือสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายของท่านจะได้รับจาก Content นี้?

และเมื่อไหร่ก็ตามที่คำตอบชัดเจน โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะรำคาญ Content ของท่าน แทบจะไม่มีเลย

ที่สำคัญท่านจะได้รับผลลัพธ์ที่ท่านต้องการ

ทีนี้ถ้าท่านกำลังประสบปัญหาค่า Ad แพง Content ทำไปก็ไม่มีคนสนใจ

หรือที่เจ็บช้ำยิ่งกว่าคือ

ทำไปแล้ว Viral แล้ว คนแชร์เยอะมากมาย แต่ยอดเงินกลับไม่กระดิกตามยอดแชร์

ท่านไม่ได้เจอกับปัญหานี้คนเดียวครับ

ผมแนะนำให้เริ่มต้นเปลี่ยน Mindset จากเขียน Content เป็นเขียน Copywriting แทน

ท่านสามารถเริ่มต้นแบบง่ายๆด้วยการ ฟัง Podcast ตอนพิเศษของผม

## ปฐมบท Direct Marketing และ Copywriting สำหรับเจ้าของธุรกิจ ##

หรือถ้าอยากข้ามขั้นไป Advance เลยด้วยหนังสือ Intensive Copywriting ผมก็ยินดี

ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่ >> หนังสือ Copywriting : Intensive Copywriting

แล้วพบกันใหม่บทความหน้าครับ

OHMPIANG

เจษ

ปล.​ เราเป็นเพื่อนกันหรือยัง? ถ้าอยากดูแนวทางการเขียน Copywriting ที่ได้ผลลัพธ์จริงๆ แอดเพื่อนผมที่ Jesse OHMPIANG Jesada แล้ว Inbox บอกผมหน่อยว่า “ตามมาจากเวบไซต์”

อ่านต่อ >
Share
>